บูรณาการการเจริญสติด้วยธรรมคีตะเพื่อลดความเครียดของคนวัยทำงานในมุมมองพระพุทธศาสนาเถรวาทและพระพุทธศาสนามหายาน: กรณีศึกษามูลนิธิพุทธะมหาเมตตา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและกระบวนการใช้ธรรมคีตะเพื่อลดความเครียดของคนวัยทำงาน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการเจริญสติด้วยธรรมคีตะเพื่อลดความเครียดในมุมมองพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานและ 3) เพื่อบูรณาการการเจริญสติด้วยธรรมคีตะเพื่อลดความเครียดในมุมมองพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานในกรณีศึกษามูลนิธิพุทธะมหาเมตตา เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติการเจริญสติด้วยธรรมคีตะทั้งหมด 17 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ การสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า 1) ธรรมคีตะเป็นกระบวนการสื่อสารหลักธรรมผ่านบทเพลง ท่วงทำนอง และการสาธยายธรรมที่สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกระตุ้นการระลึกรู้ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติเกิดความสงบทางอารมณ์ ลดความฟุ้งซ่าน และส่งเสริมการกำกับความคิดและความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม เป็นกระบวนการใช้ธรรมคีตะเพื่อลดความเครียดของคนวัยทำงาน 2) แนวทางการเจริญสติด้วยธรรมคีตะในพระพุทธศาสนาเถรวาทมุ่งเน้นการใช้ธรรมคีตะเป็นสื่อสนับสนุนการพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4 ขณะที่พระพุทธศาสนามหายานมุ่งเน้นการใช้เสียงสวดและบทเพลงธรรมะเป็นอุปายโกศลในการปลูกฝังโพธิจิต เมตตากรุณา และการตระหนักรู้ภายใน โดยทั้ง 2 แนวทางมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาจิตใจให้หลุดพ้นจากความทุกข์และความเครียด และ 3) สามารถสังเคราะห์และพัฒนารูปแบบการบูรณาการการเจริญสติด้วยธรรมคีตะเพื่อลดความเครียดของคนวัยทำงานได้ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) เนื้อหาธรรมคีตะ (2) เสียงและท่วงทำนองแห่งธรรมคีตะ (3) การกระตุ้นสติ (4) การกำกับอารมณ์ และ (5) การแปรเปลี่ยนความเครียด องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ รูปแบบ DGMIS Model (Dhamma Gita Mindfulness Integration and Stress Transformation Model) ซึ่งเป็นรูปแบบการบูรณาการหลักการเจริญสติด้วยธรรมคีตะตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตและลดความเครียดของคนวัยทำงานในสังคมร่วมสมัย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
ข้อความที่ปรากฎอยู่ในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ และข้อคิดเห็นนั้นไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร
เอกสารอ้างอิง
ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย. (2565). ความเครียดและผลกระทบต่ออารมณ์, กรุงเทพมหานคร: คลังความรู้สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต.
คลฑรรน์รัตน์ ดิษบรรจง และคณะ. (2566). “หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อลดความเครียดทางอารมณ์”. วารสารมหาจุฬาวิชาการ, 10(1): 9-10.
จิดาภา เกิดสุริวงษ์ และคณะ. (2565). “ผลของโปรแกรมดนตรีพุทธบำบัดต่อการเพิ่มสมาธิต่อเนื่องสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ”. วารสาร มจร มนุษยศาสตร์ปริทรรศน์. 8(2): 37-40.
นฤมล จิวัฒนาสุข และคณะ. (2567). ผลของการฝึกเจริญสติกราบพระด้วยธรรมคีตะ. วารสาร มจร พุทธศาสน์ปริทรรศน์, 8(1): 54-57.
นัฐวรรณ บุญนารัตน์ และคณะ. (2568). “การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดในการทำงานและแนวทางการจัดการความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี”. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์, 9(3): 367-378.
พระมหาระพิน ถิรจิตฺโต และศิริโรจน์ นามเสนา. (2568). การจัดการความเครียดในพระพุทธศาสนา. วารสารวิจัยวิชาการ. 8(3): 365-366.
พระนาคารชุน. (2566). คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร. ฉบับแปลเป็นไทยโดย คณะโพธินันทะประทีป (มีพระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) และคณะ. แปลจาก ต้นฉบับภาษาจีนในหมวดพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรของพระมหาปิฎกไทโซหรือต้าเจิ้งจั้ง. พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร พร้อม พระสูตรบริวาร ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
รัฐธีย์ เปรมสกุล. (2568). “การปฏิบัติธรรมตามแนวธรรมคีตะของสำนักปฏิบัติธรรม ธรรมสถานพุทธะมหาเมตตา”. ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
วรณา จิรานพคุณ และคณะ. “ดนตรี: สุนทรียศาสตร์สู่การบรรลุธรรม”. วารสาร มจร พุทธศาสตร์ปริทรรศน์, 8(1): 224-237.
วสันต์ ฉายรัศมีกุล, ดำรงค์ เบญจคีรี และ พระครูปลัดสุวัฒนสัจจคุณ. (2567). “นวัตกรรมและกลไกการเพิ่มประสิทธิภาพการทำสมาธิโดยใช้เสียงสวดมนต์ที่เหมาะสมกับกลุ่มคนวัยทำงาน”. วารสารศึกษาศาสตร์ มมร. 2(2): 107-118.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2560). สวดมนต์ต่างอย่างไรกับคนร้องเพลง. ใน ตามพระใหม่ไปเรียนธรรม. นครปฐม: วัดญาณเวศกวัน.
อุไรวรรณ์ จิระวัฒน์พงศา และคณะ. (2578). “บทบาทของเพลงธรรมคีตะที่มีต่อการสร้างศรัทธาและปัญญาของชาวพุทธนิกายเถรวาทและมหายาน”. รายงานการสานเสวนาทางศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
Castillo-Perez, S. et al. (2024). “Effects of Music Therapy on Depression”. Journal of Clinical Psychology, 55(1): 77-80.
Phra Woraponte Tanpoonkiat & Supaporn Tongsupachok. (2023). Music Intervention Therapy to Improve Healthy Mind. วารสาร มจร พุทธศาสตร์ปริทรรศน์, 7(2): 25-34.
Ungpho, R. (2010). “Chinese Ceremonial Music in Mahayana Buddhism in Southern Thailand”, Dissertation of Martin-Luther-Universität, Halle-Wittenberg University.
Vasuratna, V. (2023). “The Practice of Mindfulness Meditation with Dhamma gīta for Mental Well-Being: A Case Study of Working Women Practitioners at Buddhamahametta Foundation, Chiang Rak Noi, Phra Nakhon Si Ayutthaya”. Ph.D. Dissertation. Graduate School: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.