วารสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 เล่มนี้ มีเนื้อหาโดดเด่นในแง่องค์ความรู้ จาก “ไทย” สู่ “สากล” ไม่ว่าจะเป็น การศึกษาภาพจิตรกรรมในหนังสือสมุดไทยภาคใต้ที่สะท้อนภาพท้องถิ่นและความเปลี่ยนแปลงจากกระแสภายนอกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เรื่องประติมากรรมพระศรีอริยเมตไตรยในแง่มุมประวัติศาสตร์ศิลปะและประติมานวิทยา (Iconography) งานประวัติศาสตร์นิพนธ์ (Historiography) ในมุมมองแบบผู้หญิง ที่เป็นแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ งานศึกษาเพลงไทยร่วมสมัยในมุมมอง สัญวิทยา (Semiology) และมิติสากลว่าด้วยการตั้งคำถามกับแนวคิด พหุนิยมทางวัฒนธรรม (Multiculturalism) ในวันที่โลกทั้งโลกมีแนวโน้ม “หันขวา” (Turn right) มากขึ้น
บทความแรก จิตรกรรมในหนังสือศาสตรา: รูปแบบ เรื่องราว ความเชื่อ และภาพสะท้อนวัฒนธรรมภาคใต้ในพุทธศตวรรษที่ 25 โดย จุฑารัตน์ จิตโสภา เป็นการศึกษาภาพจิตรกรรมหนังสือศาสตรา ซึ่งเป็นสมุดไทยโบราณในคำเรียกขานของคนใต้ โดยคำว่า “ศาสตรา” สะท้อนถึงการบรรจุเนื้อหาความรู้สรรพวิชาต่าง ๆ ข้อค้นพบคือจิตรกรรมในหนังสือศาสตราเป็นงานช่างระดับท้องถิ่นโดยเทคนิคการเขียนภาพแบบไทยประเพณี จากวรรณกรรม อาทิ รามเกียรติ์ สังข์ทอง เวสสันดรชาดก ฯลฯ ที่ผสมผสานกับการนำเสนอภาพสมจริง ตามแนวคิดสัจนิยม (Realism) ทว่า ด้วยความที่เป็นงานช่างท้องถิ่น ความละเอียดประณีตและสมจริงจึงน้อยกว่าเชิงช่างจิตรกรรมในพระนคร จิตรกรรมในหนังสือศาสตรายังมีร่องรอยชี้ชวนให้เชื่อได้ว่างานช่างนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มช่างผู้เขียนตัวหนังตะลุง นอกจากนี้ ภาพจิตรกรรมยังสะท้อนประสบการณ์ของผู้เขียนที่น่าจะได้พบเห็นรับรู้ความเป็นไปต่าง ๆ ในท้องถิ่นปักษ์ใต้ ช่วงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 เช่น อิทธิพลของกรุงเทพฯ ภายใต้บริบทการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางด้วย
ต่อเนื่องด้วย พระศรีอาริย์ถือตาลปัตร: ที่มาและรูปแบบจากหลักฐานงานประติมากรรมสมัยรัตนโกสินทร์ โดย ชนิสา นาคน้อย ที่ศึกษาประติมากรรมภิกษุถือตาลปัตรในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้ แต่เดิมประติมากรรมภิกษุถือตาลปัตรมักถูกตีความว่าอาจเป็นได้ทั้ง พระมาลัย หรือพระศรีอริยเมตไตรย (พระศรีอาริย์) ทั้งมีแนวโน้มที่จะมองว่าคือพระมาลัย ด้วยเพราะพระศรีอาริย์ในการรับรู้ของชาวพุทธ คือ เทวบุตรที่สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต ประติมากรรมพระศรีอาริย์จึงไม่น่าที่จะครองจีวรอย่างภิกษุ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเรื่องราวของพระศรีอาริย์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อนาคตวงศ์ คัมภีร์ปฐมสมโพธิ-กถา พบว่าพระศรีอาริย์เคยอยู่ในเพศบรรพชิต อีกทั้งการถือตาลปัตรยังเป็นลักษณะทางประติมานที่สอดคล้องกับอิทธิปาฏิหาริย์ของพระศรีอาริย์ในเรื่องการแสดงธรรมอีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อศึกษาประติมากรรมภิกษุถือตาลปัตรจำนวนหนึ่งในเขตภาคกลางที่มีการสร้างในช่วงรัชกาลที่ 6 ลงมาซึ่งมีจารึกบ่งชี้เรียกขานนามประติมากรรม พบว่าเกือบทั้งหมดคือพระศรีอาริย์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ประติมากรรมภิกษุถือตาลปัตรที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ต่อเนื่องมาจึงน่าที่จะอนุมานได้ว่า คือ พระศรีอาริย์มากกว่าอื่นใด ด้วยเป็นความทรงจำของช่างที่กระทำจนคุ้นชินและลงตัวแล้ว
บทความของ กำพล จำปาพันธ์ เรื่อง พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี: “พงศาวดารนอกกรอบ” จากมุมมองผู้หญิงและการพลิกฟื้นพระเจ้าตากในประวัติศาสตร์ไทย คือ ตัวอย่างการวิเคราะห์งานประวัติศาสตร์นิพนธ์ ผ่านแว่นมุมมองใหม่โดยชี้ให้เห็นว่า เอกสารจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) ซึ่งบอกเล่าเหตุการณ์ในช่วงกรุงธนบุรีต่อเนื่องต้นรัตนโกสินทร์ สะท้อนทัศนะมุมมองแบบสตรีอย่างมีนัยสำคัญ มุมมองเช่นนี้ต่างจากงานพระราชพงศาวดารต่าง ๆ ที่ล้วนขับเน้นและฉายภาพประวัติศาสตร์ด้วยโลกทัศน์ความเป็นชาย (Masculinity) ดังเห็นได้จากงานเขียนและงานบรรณาธิกรของนักประวัติศาสตร์พงศาวดารอย่าง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฯลฯ ต่อประเด็นนี้ กรมหลวงนรินทรเทวี จึงอาจนับเป็นนักประวัติศาสตร์หญิงคนแรกในสังคมไทยสยาม ไม่เพียงเท่านั้นด้วยมุมมองแบบสตรีที่ดูจะให้ความสำคัญกับมิติความเป็นมนุษย์อย่างละเอียดอ่อนมากกว่า จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี จึงได้อธิบายมูลเหตุสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านราชวงศ์โดยให้ความชอบธรรมและคืนความเป็นมนุษย์แก่พระเจ้าตากสินอย่างที่พึงพิจารณาตรึกตรองเมื่ออ่านระหว่างบรรทัด
บทความเรื่อง การเชื่อมต่อความเป็นไทยผ่านประสบการณ์ดนตรีตะวันตกของผู้ฟัง กรณีศึกษาเพลงไทยร่วมสมัย โดย ศรุพงษ์ สุดประเสริฐ ชี้ให้เห็นว่า “เพลงไทยร่วมสมัย” ซึ่งปรากฏมาตั้งแต่ราวสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งเป็นเพลงที่มีสำเนียงคุ้นหูร่วมสมัยกับผู้ฟังด้วยเสียงประสานการร้องและเครื่องดนตรีแบบตะวันตก แท้จริงแล้วในดนตรีที่ดูมีความเป็นตะวันตกนี้เอง คือ พาหนะที่บรรทุกความเป็นไทยเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญะทางเสียงและสัญลักษณ์ในเสียงดนตรีที่คลี่คลายมาจากเพลงไทยเดิม วรรณศิลป์ การเอื้อน การร้อง กระทั่งความรู้สึกในเชิงสัญชาติญาณ เช่น ความรู้สึกถึงวิถีชีวิตอันช้าเนิบเรียบง่ายแบบสัญชาติญาณชาวน้ำ เหล่านี้ล้วนเป็น “ลักษณะไทย” ที่แฝงฝังอยู่ในเพลงไทยร่วมสมัย ด้วยเหตุนี้การฟังเพลงไทยร่วมสมัยจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ของผู้ฟังต่อการดำรงอยู่ของความเป็นไทยและการอนุวัตเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก
ท้ายสุดคือ พหุนิยมทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาวิกฤติ โดย บัณฑิต ไกรวิจิตร ผู้เขียนให้ภาพกระแสโลกที่กำลัง “หันขวา” มากขึ้น เมื่อแนวคิดว่าด้วยการเชิดชูความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม (Multiculturalism) และการเมืองอัตลักษณ์ (Identity Politics) ซึ่งมีพัฒนาการจากความคิดแบบหลังมาร์กซิสม์ (Post – Marxism) กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพื้นฐานของปรัชญาการเมืองเรื่อง “สังคมพหุ-วัฒนธรรม” จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่อง “การเมืองของการตระหนักและยอมรับ” (The Politics of Recognition) ทว่า ภายใต้ฉากหน้าที่สวยหรูของการ “ยอมรับ” และ “เข้าอกเข้าใจ” ของรัฐที่ประกาศตนว่าเป็นเสรีนิยมและเชิดชูความแตกต่างหลากหลาย หากแต่ภาคสังคมอาจไม่ได้ตระหนักยอมรับในสิ่งนี้แท้จริง ต่อประเด็นนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน เช่น การหลั่งไหลของผู้อพยพมุสลิมจากประเทศในตะวันออกกลางเข้าไปยังยุโรป สถานการณ์เช่นนี้รังแต่จะนำมาสู่ความบาดลึก ความหวาดกลัว และแนวโน้มที่จะเกิดความความรุนแรงจากคนในสังคมที่ไม่ได้มีความรู้สึกอยากจะยอมรับหรืออยากจะเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจ ต่อบรรดากลุ่มคนผู้เสียเปรียบ / ผู้ตกเป็นเบี้ยล่าง / ผู้ถูกทำให้เป็นชายขอบ แต่กลับกันที่สังคมมองกลุ่มคนเหล่าว่าเป็นภาระทางสังคมเป็นปัญหาอาชญากรรม ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวโน้มของปัญหาส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการสร้างกรอบความคิดในเรื่องการเชิดชู “พหุนิยมวัฒนธรรม” ที่มากล้นเกินไปนั่นเอง
วารสารไทยคดีศึกษาฉบับนี้ยังมี บทวิจารณ์หนังสือ เปรมาธิปไตย การเมืองไทยระบอบไฮบริด ของ อดินันท์ พรหมพันธ์ใจ วิจารณ์โดย อาสา คำภา นอกจากนี้ เนื้อหายังมีข่าวกิจกรรมวิชาการ - ศิลปะและวัฒนธรรม ที่น่าสนใจอย่างการจัดโครงการบริการวิชาการ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมวิชาการของสถาบันไทยคดีศึกษา อีกด้วย
สุดท้ายนี้ กองบรรณาธิการหวังว่า วารสารไทยคดีศึกษาจะเป็นเวทีและสื่อกลางในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน “ไทยศึกษา” ที่สามารถตอบโจทย์ในด้านวิชาการและเป็นคุณูปการในทางสังคม อีกทั้งเป็นวารสารทางวิชาการที่ผู้สนใจให้การสนับสนุนต่อไป
เผยแพร่แล้ว: 2020-06-15