วารสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 นับเป็นอีกฉบับที่มีเนื้อหามีหลากหลายครอบคลุมทั้งประเด็นประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการท่องเที่ยว จำนวนทั้งสิ้น 7 บทความ และ 1 บทวิจารณ์หนังสือ
บทความแรก พระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลมในศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยา: ข้อสันนิษฐานการสร้างและพัฒนาการรูปแบบศิลปะ โดย สิโรตม์ ภินันท์รัชต์ธร ชี้ชวนผู้อ่านให้เข้าใจถึง พระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลม อันเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัยที่ปรากฏขึ้นในช่วง พุทธศตวรรษที่ 20 ผู้เขียนมีข้อสันนิษฐานถึงเบื้องหลังการสร้างที่ขับเน้นคติ “จักรพรรดิราช” โดยการให้ความสำคัญกับ “จักร” ที่ถูกขยายใหญ่เต็มฝ่าพระบาทและบรรจุสัญลักษณ์มงคล 108 ลงไป สิ่งนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองที่กษัตริย์สุโขทัยจำเป็นต้องใช้ศาสนาในการบูรณาการรัฐและสังคมอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ เอกลักษณ์ของพระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลม ถูกส่งผ่านอิทธิพลมาสู่พระพุทธบาทสัญลักษณ์มงคล 108 แบบวงกลมในศิลปะอยุธยาต่อมา โดยผู้เขียนเปรียบเทียบรูปแบบศิลปะจากตัวอย่างกลุ่มพระพุทธบาทในรูปลักษณะนี้จำนวนหลายชิ้นที่ปรากฏในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องถึงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 21 เพื่อแสดงพัฒนาการรูปแบบศิลปะ จนเห็นได้ถึงการเคลื่อนผ่าน ส่งต่อ หยิบยืม เพิ่มเติม สัญลักษณ์คติความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนาและคัมภีร์โลกศาสตร์ สะท้อนพัฒนาการของรูปแบบศิลปะกลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน
เช่นกันในเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะ บทความ พระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์กลุ่มจีวรลายดอกหล่อโลหะ ของ ณรัณฐ์ อัครนิธิพิรกุล เป็นการศึกษากลุ่มพระพุทธรูปจีวรลายดอกหล่อโลหะ ซึ่งก่อนหน้านี้มักรับรู้กันว่าพระพุทธรูปกลุ่มนี้ ถูกจัดเป็นศิลปะยุคต้นรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 3 อันสะท้อนความรุ่มรวยเอิกเกริกของบริบทพุทธศาสนาในยุคก่อนการปฏิรูปธรรมยุติกนิกาย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนชี้ว่าความนิยมในพระพุทธรูปจีวรลายดอกหล่อโลหะกินระยะเวลานานกว่านั้นมาก จวบจนกระทั่งปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ด้วยระยะเวลากว่า 1 ศตวรรษ พระพุทธรูปกลุ่มนี้ได้คลี่คลายรูปแบบโดยการรับอิทธิพลจากพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยกลุ่มพระพุทธชินราช และพระพุทธรูปในศิลปะล้านนา อันเป็นความนิยมของยุคสมัย มิพักที่งานศึกษานำผู้อ่านลงไปสู่แหล่งผลิตคือ บ้านช่างหล่อ ธนบุรี ที่ปรากฏลายดอกบนแม่พิมพ์หินสบู่เป็นหลักฐาน ตลอดจนใช้ประวัติศาสตร์บอกเล่าสืบค้นที่มาของแหล่งหินสบู่ที่ใช้สร้างแม่พิมพ์ ไปจนข้อสันนิษฐานมูลเหตุที่อิทธิพลของพระพุทธรูปสุโขทัยศิลปะสุโขทัยกลุ่มพระพุทธชินราช เข้ามามีผลต่อพระพุทธรูปกลุ่มนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
สำหรับบทความ รูปแบบเทริดของประติมากรรมรูปบุคคล จากแหล่งโบราณคดีเนินทางพระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี โดย อุบลวรรณ โสไกร เป็นการพาผู้อ่านลงลึกไปที่รูปแบบเทริดของประติมากรรมรูปบุคคล แม้ก่อนหน้านี้วัตถุในการศึกษานี้จะเคยถูกวิเคราะห์ตีความว่าเป็นอิทธิพลรูปแบบศิลปะหริภุญชัย ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกามและศิลปะอินเดียสมัยปาละมาอีกทอด ทว่า ผู้เขียนได้ชี้ชวนเปรียบเทียบประติมากรรมรูปบุคคลทรงเทริดที่เนินทางพระ กับ รูปแบบประติมากรรมรูปบุคคลทรงเทริดในศิลปะต่าง ๆ ทั้งกับศิลปะอินเดียสมัยปาละ ศิลปะเขมรสมัยบายนในประเทศกัมพูชา และศิลปะเขมรในประเทศไทยจากแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานใหม่ว่ารูปแบบเทริดของประติมากรรมรูปบุคคลจากแหล่งโบราณคดีเนินทางพระ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี อาจได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรสมัยบายน ประเทศกัมพูชาในพุทธศตวรรษที่ 18 โดยตรง หาใช่รับจากเมืองโบราณที่มีวัฒนธรรมเขมรสมัยบายนในประเทศไทยไม่
ในเรื่องวัฒนธรรม บทความ ความนิยมของราชสำนักไทยต่องิ้วจีน: การยกย่องวัฒนธรรมจีนหรือแค่บริโภคตามรสนิยม โดย ทัศน์ธนิต ทองแดง ให้ภาพประวัติศาสตร์ความเป็นมาของงิ้วจีนที่มีปรากฏในสังคมไทยมาอย่างยาวนานนับแต่สมัยอยุธยา ทั้งชี้ชวนให้เห็นว่างิ้วจีนเป็นมหรสพที่มีเพื่อประดับเกียรติยศของชนชั้นสูงไทยมาแต่ไหนแต่ไร ผู้เขียนแสดงหลักฐานให้เห็นว่าทั้งราชสำนัก ขุนนาง และชาวบ้านคนไทยทั่วไปนิยมงิ้วจีนประเภท “งิ้วบู๊” มากกว่า “งิ้วบุ๋น” ที่เป็นการดูเพื่อเอารสมากกว่าเอาเรื่อง ต่างกับคนจีนในไทยโดยเฉพาะแต้จิ๋วซึ่งเป็นคนจีนกลุ่มใหญ่ ที่ให้ความสำคัญกับงิ้วที่มีบทร้องเพราะถือว่างิ้วคือสื่อความรู้ด้านปรัชญา คุณธรรม และวัฒนธรรมจีน และเนื่องจากไม่ได้เน้นไปถึงความคิดความเชื่อ “งิ้วจีน” จึงเป็นเพียงมหรสพที่เป็น “ของแปลก” เพื่อประดับเกียรติยศตามรสนิยมของชนชั้นสูงไทย ทั้งถูกดัดแปลงให้เกิดความแปลกประหลาดและสนุกสนานได้อย่างมากมาย ประเด็นนี้ ผู้เขียนเปรียบเทียบ “งิ้วจีน” กับ “โขน” ที่มีสถานะเป็นมหรสพศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง เพราะมีคติความเชื่อเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นตัวกำกับ และแม้ในประวัติศาสตร์ยุคการเปิดความสัมพันธ์ไทย - จีน “งิ้วจีน” จะเคยถูกรื้อฟื้นให้ความสำคัญมากขึ้น หากแต่ก็เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อเป้าประสงค์ทางการเมือง ทั้งนี้ สำหรับราชสำนักและชนชั้นสูงไทย พวกเขาไม่เคยให้การอุปถัมภ์ “งิ้วจีน” ซึ่งต่างจาก “โขน” อย่างเห็นได้ชัด
ในส่วนของประวัติศาสตร์นิพนธ์ บทความ ประวัติศาสตร์นิพนธ์หัวเมืองฝ่ายเหนือ (เหนือล่าง) โดย ชัยพงษ์ สำเนียง นำผู้อ่านสำรวจสถานภาพองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ของภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งในอดีตเป็นที่รับรู้ในฐานะ “หัวเมืองฝ่ายเหนือ” และพบว่าการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้ล้วนถูกอธิบายในฐานะส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์หัวเมืองฝ่ายเหนือจึงมีความพร่าเลือนไม่มีตัวตนที่แน่ชัด ผู้เขียนชี้ว่าหัวเมืองฝ่ายเหนือไม่เคยถูกศึกษาพิจารณาอย่างเป็นหน่วยอิสระแท้จริง ทั้งมักถูกมองเป็นพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดและเป็นกลุ่มคนไทยภาคกลาง สิ่งนี้เองที่ทำให้ประวัติศาสตร์นิพนธ์หัวเมืองฝ่ายเหนือมักไม่เห็นถึงความหลากหลายของผู้คน และแม้จะมีความพยายามของคนในท้องถิ่น ในการสร้างคำอธิบายประวัติศาสตร์ของพื้นที่ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 ที่แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเกิดขึ้นในสังคมไทย ทว่า ด้วยความเข้มข้นของประวัติศาสตร์ชาติที่มีอิทธิพลเหนือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้ที่ทางของท้องถิ่นยากที่จะถูกเล่าโดยลำพังได้ ถึงที่สุดอาจกล่าวได้ว่าการนิยามประวัติศาสตร์นิพนธ์ของหัวเมืองฝ่ายเหนือ อาจจัดกลุ่มได้เป็น “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นราชาชาตินิยม”
ด้านประเด็นความรู้เกี่ยวกับการจัดการภูมิปัญญาท้องถิ่น และ ประเด็นเรื่องการท่องเที่ยว บทความเรื่อง ระบบนิเวศน์การจัดการความรู้เพื่อสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลอง ในชุมชนศิลปาชีพตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดย อับดุลเลาะ เจ๊ะหลง และ มารีกี มะเต็ง บอกเล่าถึงกระบวนการวิธีการทำงาน ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงเครื่องมือในการมองฉากทัศน์เพื่อการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมในชุมชนอย่างรอบด้านเพื่อการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและ พวกเขาชี้ให้เห็นว่ากระบวนทัศน์นี้จะสามารถใช้เพื่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งเชื่อว่าระบบนิเวศน์ของการจัดการความรู้ดังกล่าวเสมือนเป็นคุณธรรมสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมชุมชน และบทความสุดท้าย การศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องบุญ - บาป ที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนาในจังหวัดนครราชสีมา ของ กิตติศักดิ์ กลิ่นหมื่นไวย เป็นตัวอย่างของงานศึกษาเชิงปริมาณเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวในกลุ่ม “การท่องเที่ยวเชิงพุทธ” ที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจงานศึกษาแนวนี้ไม่มากก็น้อย
วารสารไทยคดีศึกษาฉบับนี้ยังมี บทวิจารณ์หนังสือ ชิงแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์ฉบับวิวาท (กรรม) ของ ฐนพงศ์ ลือขจรชัย วิจารณ์โดย ปัณณทัต จิตตกูล ที่มีทั้งส่วนเกริ่นนำเนื้อหาและเปิดประเด็นวิจารณ์ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ ทุกฉบับของวารสารไทยคดีศึกษาจะยังคงเปิดพื้นที่แห่งการพูดคุยถกเถียงเช่นนี้ไว้ สำหรับนักวิชาการ นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป
อนึ่ง ด้วยเป้าประสงค์ของวารสารไทยคดีศึกษา ด้านหนึ่งคือความพยายามเปิดพื้นที่มุมมองใหม่ ๆ แสวงหาคำอธิบายใหม่ทางวิชาการ อีกทั้งชี้ให้เห็นถึงพลวัตขององค์ความรู้ด้าน “ไทยศึกษา” กองบรรณาธิการ หวังว่าบทความต่าง ๆ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารไทยคดีศึกษาจะสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ ท้ายที่สุดนี้กองบรรณาธิการขอขอบคุณผู้อ่านที่ให้การสนับสนุนในทุกช่องทาง รวมถึงข้อเสนอแนะที่ทางวารสาร จะนำไปปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
หัวหน้ากองบรรณาธิการ
เผยแพร่แล้ว: 2026-06-24