กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติ เรื่องศาสนาเปรียบเทียบเพื่อพัฒนาทักษะการยอมรับความแตกต่างอย่างเห็นอกเห็นใจสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างทางศาสนา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี 2)เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติ เรื่องศาสนาเปรียบเทียบ เพื่อพัฒนาทักษะการยอมรับความแตกต่างอย่างเห็นอกเห็นใจ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิจัย และเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และนักเรียนกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการจำแนกประเด็นศึกษาตามที่กำหนด ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้าด้านข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบไปด้วย 1) แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง 2) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทบาทสมมติ เรื่องศาสนาเปรียบเทียบ เพื่อพัฒนาทักษะการยอมรับความแตกต่างอย่างเห็นอกเห็นใจ สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ผลการวิจัยพบว่า 1) ความแตกต่างทางศาสนาในบริบทของโรงเรียนก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ความไม่มั่นใจในการสื่อสาร และบางกรณีมีพฤติกรรมล้อเลียนหรือมองข้ามความรู้สึกของเพื่อนต่างศาสนา แม้จะไม่รุนแรง แต่สะท้อนถึงการขาดทักษะการมองมุมมองของผู้อื่นและการตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจ 2) รูปแบบกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้นักเรียนสวมบทบาทและเผชิญสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับบริบทจริงของโรงเรียน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจมุมมองของผู้อื่นได้ลึกซึ้งขึ้น การอภิปรายหลังการแสดงและการสะท้อนคิดท้ายคาบมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้เชิงทฤษฎีกับประสบการณ์ทางอารมณ์ ส่งผลให้นักเรียนเกิดการตระหนักรู้และปรับมุมมองต่อความแตกต่างทางศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). http://academic.obec.go.th
จิรัสย์ แสนคำภา. (2565). การพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ เรื่องมารยาทชาวพุทธสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิจัยการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 12(4), 234–245.
ดวงกมล อุ่นตาดี. (2565). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการใช้เทคนิคการสอนบทบาทสมมติในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2. วารสารการศึกษาระดับมัธยมศึกษา, 20(1), 99–112.
นันธิยา สุภากรณ์. (2563). การเปรียบเทียบทักษะการพูดวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านดงขวางคำโทน จังหวัดอุบลราชธานี. งานวิจัยการศึกษา, 5(3), 15–20.
พิชิตชัย เที่ยงทำ. (2566). การวิจัยเพื่อหาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสิทธิเด็ก โดยใช้บทบาทสมมติร่วมกับเทคนิคเกมมิฟิเคชัน. วิจัยการศึกษาไทย, 10(2), 78–90.
โรห์มาน ฮิกแมต. (2567). บทบาทสำคัญของความเห็นอกเห็นใจ: การเปิดเผยผลกระทบต่อพฤติกรรมการกลั่นแกล้งของนักเรียน–การทบทวนขอบเขต. วารสารการศึกษา, 47(1), 111–126.
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ทางสังคม. (2564). รายงานสถานการณ์ทางสังคมไทย. https://www.m-society.go.th/
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2565). สถิติประชากรจำแนกตามศาสนาในประเทศไทย. https://www.nso.go.th/
Brown, S. (2015). Empathy in education: Engagement, values and achievement. Bloomsbury Academic. https://www.bloomsbury.com/
Heathcote, D., & Bolton, G. (1995). Drama for learning: Dorothy Heathcote’s mantle of the expert approach to education. Heinemann.
McSharry, G., & Jones, S. (2000). Role-play in science teaching and learning. School Science Review, 82(298), 73–82. https://www.ase.org.uk/resources/school-science-review
Organisation for Economic Co-operation and Development. (2018). The future of education and skills: Education 2030. https://www.oecd.org/education/2030-project
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Buddhist Education and Research (JBER)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

