การยกระดับพระธาตุพนมสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม ของประชาชนสองฝั่งโขง

ผู้แต่ง

  • มาวิน โทแก้ว มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครพนม
  • ปภังกร สายบัว มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครพนม
  • ลิขสิทธิ์ สิงห์งอย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครพนม

คำสำคัญ:

การยกระดับ, พระธาตุพนม, แบบมีส่วนร่วม, มรดกโลกทางวัฒนธรรม, สองฝั่งโขง

บทคัดย่อ

          การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทขององค์พระธาตุพนมจากตำนานอุรังคธาตุ 2) เพื่อศึกษาพระธาตุพนมแบบมีส่วนร่วมของประชาชนสองฝั่งโขง และ 3) เพื่อเป็นแนวทางการยกระดับพระธาตุพนมสู่มรดกโลกทางวัฒนธรรม ผู้ให้ข้อมูลหลักเชิงคุณภาพ คือ 1. ผู้รู้และปราชญ์ชาวบ้าน ตัวแทนภาครัฐ เอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนครพนม จำนวน 20 คน และ 2. ผู้รู้และปราชญ์ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บ้านสีโคตรบูร เมืองคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 15 คน ผู้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ประชากรที่อาศัยในพื้นที่เป้าหมายทั้ง 2 พื้นที่ จำนวน 100 คน  เครื่องมือในการศึกษาคือ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม

          ผลการวิจัยพบว่า

          1) ตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึงการบรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้าไว้ ณ องค์พระธาตุพนม ทำให้พระธาตุพนมกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธา และความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

           2) การมีส่วนร่วมในการยกพระธาตุพนมเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การจัดตั้งคณะกรรมการ 2) การจัดเวทีสาธารณะ 3) การจัดกิจกรรมการศึกษา 4) การแลกเปลี่ยนข้อมูล และ 5) การส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วน

           3) แนวทางการยกระดับพระธาตุพนมสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม  ควรมีแนวทางการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้ (1) จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน (2) จังหวัดควรจัดสรรงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงาน (3) จัดทำแผนการดำเนินงานยกระดับพระธาตุพนมเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (4) ดำเนินงานตามแผน และติดตาม ประเมินความสำเร็จ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (5) ทุกกระบวนการควรให้ประชาชนทุกอำเภอในจังหวัดนครพนม มีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

เอกสารอ้างอิง

กรมศิลปากร. (2552). คู่มือการดูแลรักษาโบราณสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: สมาพันธ์.

วนิดา อินทรอำนวย. (2560). พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559. กรุงเทพมหานคร: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

โกวิทย์ พวงงาม. (2545). การปกครองท้องถิ่นไทย หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

คณะกรรมการดำเนินงานเพื่อขอขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก. (2559). ยุทธศาสตร์การขอขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก. นครพนม: วัดพระธาตุพรม วรมหาวิหาร.

จินตวีร์ เกษมศุข. (2561). แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ปีที่ 26 ฉบับ 50 ม.ค.-เม.ย.

จิรพันธ์ จันหนิ้ว และคณะ. (2565). แนวทางการมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาโดยชุมชนของศูนย์การส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อําเภอลอง จังหวัดแพร่.

จุฑามาศ พันสวรรค์. (2562). การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลนครเชียงใหม่. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.

ทองใบ สุดชารี, (2549). ภาวะผู้นำ : กลไกขับเคลื่อนองค์การแห่งการเรียนรู้. อุบลราชธานี : สถานบันราชภัฏอุบลราชธานี.

ธนกฤต ใจสุดา. (2564). การออกแบบเครื่องประดับจากมรดกทางวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ธัญญาลักษณ์ ใจเที่ยง. (2563). การมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนเขตพระนคร กรุงเทพมหานครต่อการพัฒนาทักษะเยาวชนไทย 4.0. กรุงเพทมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์.

สถาบันแห่งชาติว่าด้วยภูมิปัญญาและการศึกษาไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติสำนักนายกรัฐมนตรี. (2542). แนวคิดและกรณีศึกษาเรื่องแนวทางการส่งเสริมภูมิปัญญาในต่างประเทศ. กรุงเทพมหานคร: บริษัททีพีพรินท์จำกัด.

สมคิด เพ็งอุดม. (2535). การศึกษาบทบาทพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาชุมชนตามทัศนะของพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่กระทรวงหลักระดับตำบลในจังหวัดสมุทรสงคราม. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สมบัติ นามบุรี. (2562). ทฤษฎีการมีส่วนร่วมในการรัฐประศาสนศาสตร์, วารสารวิจยวิชาการ ปี 2 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน.

สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2552). มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงวัฒนธรรม.

สำนักมาตรฐานการศึกษา สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักมาตรฐาน อุดมศึกษา และทบวงมหาวิทยาลัย. (2545). ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุดวิชาการวิจัย ชุมชน. กรุงเทพมหานคร: เอส. อาร์. พริ้นติ้ง.

อธิราชย์ นันขันตี. (2563). อุรังคนิทาน (ปริวรรต). นครพนม: กรมศิลปากร.

Feilden, Bernard & Jokilehto, Jukka. (1993). “ManagementGuidelines for World Cultural Heritage Sites”. Rome: ICCROM.

Goodall, J.. (1986). The Chimpanzees of Gombe: Patterns of Behavior. (อังกฤษ) https:// travel. kapook. com/view199234.html.

Jokilehto, J,. (2005). A History of Architecture Conservation. [n.p.]: Elsevier..

UNESCO, (2017). Basic Texts of the 1972 World Heritage Convention, Paris : UNESCO World Heritage Centre.

UNESCO. (2003). Intergovernmental organizations. Paris : UNESCO World Heritage Centre.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2024-06-30

รูปแบบการอ้างอิง

โทแก้ว ม. ., สายบัว ป. . ., & สิงห์งอย ล. (2024). การยกระดับพระธาตุพนมสู่การเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม ของประชาชนสองฝั่งโขง. Journal of Buddhist Education and Research (JBER), 10(2), 245–260. สืบค้น จาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jber/article/view/275988

ฉบับ

ประเภทบทความ

Research Article