การพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If เพื่อส่งเสริมการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นสำหรับเด็กปฐมวัย
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) สร้างและประเมินประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If เพื่อส่งเสริมการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นสำหรับเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์ 75/75 (2) ศึกษาผลการใช้การจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If เพื่อส่งเสริมการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นสำหรับเด็กปฐมวัยโดย (2.1) เปรียบเทียบการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If (2.2) ศึกษาผลการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If ดำเนินการศึกษาค้นคว้าตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบ้านโคกงาม จำนวน 20 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If และแบบประเมินการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติ t-test แบบ dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If 5 ขั้นตอน 1) ขั้นสังเกตและวิเคราะห์ 2) ขั้นระบุอารมณ์และเข้าใจสาเหตุ 3) ขั้นการตั้งคำถาม "ถ้า..." และเชื่อมโยงประสบการณ์ 4) ขั้นแสดงออกทางอารมณ์ต่อสถานการณ์ และ 5) ขั้นสะท้อนและปรับการแสดงออก โดยมีความเหมาะสมของการจัดประสบการณ์อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.82, S.D. = 0.20) และความเหมาะสมของแผนประกอบการจัดประสบการณ์อยู่ในระดับมากที่สุด มี (= 4.86, S.D. = 0.14) และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.89/80.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมร่วมกับเทคนิค Magic If เพื่อส่งเสริมการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นสำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้ 2.1 นักเรียนเกิดการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2 นักเรียนเกิดการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นระหว่างปฏิบัติกิจกรรม สามารถแบ่งออกเป็น 1) ด้านการเข้าใจผู้อื่น เข้าใจถึงความรู้สึกของผู้อื่นจากการสังเกตและวิเคราะห์สีหน้า ท่าทาง พฤติกรรมที่ผู้อื่นแสดงออก 2) ด้านการรู้จักส่งเสริมผู้อื่น รับรู้ถึงสิ่งที่ผู้อื่นต้องการ 3) ด้านมีจิตใจใฝ่บริการ สามารถคาดการณ์ได้ว่าผู้อื่นต้องการอะไร โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สามารถแสดงออกได้เหมาะสมตามบริบท 4) ด้านการรู้จักให้โอกาสผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจกับคนที่ไม่ได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการ 5) ด้านการตระหนักถึงความคิดของกลุ่ม เข้าใจความคิดของคนส่วนมากที่มีต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในสถานการณ์ และทุกคนก็เห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำและได้ตระหนักถึงความคิดของคนส่วนใหญ่ได้ดีขึ้น ผลการประเมินแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกผู้อื่นที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ. (2004). แนวการจัดกิจกรรมเตรียมประสบการณ์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2017). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (1998). การประกันคุณภาพการศึกษา เล่มที่ 1: แนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. (2017). การคัดกรองสุขภาพจิตเด็กวัยเรียน. บียอนด์ พับลิสชิ่ง.
เทอดศักดิ์ เดชคง. (2002). ความเห็นอกเห็นใจ การสื่อสารด้วยอารมณ์และความรู้สึก. มติชน.
บุญชม ศรีสะอาด. (2011). หลักการวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). สุวิริยาสาส์น.
พัชรี จิ๋วพัฒนกุล. (2007). ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา.
มนัส บุญประกอบ. (2000). อีคิวกับภาวะผู้นำในบางประเด็น. โรงพิมพ์เดสก์ท็อป.
รังสิรัศม์ นิลรัตน์. (2010). การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมสำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รังสิรัศม์ วงศ์อุปราช. (2021). การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมตามแนวคิดเซเฟอร์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กอนุบาล.
วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์. (2021). ฝึกสติ ฝึกสมอง จัดการความเครียดรับมือโควิด-19. สืบค้นจาก https://op.mahidol.ac.th/ga/posttoday-8/
วลัยรัตน์ วรรณโพธิ์. (2002). ผลการใช้กิจกรรมฝึกความรู้สึกไวที่มีต่อการร่วมรู้สึกของเด็กวัยเริ่มรุ่น (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ศุภณัฐ พานา, ยศวีร์ สายฟ้า, & วลัย อิศรางกูร ณ อยุธยา. (2019). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ตามแนวคิดกระบวนการสืบสอบแสวงหาความรู้เป็นกลุ่มร่วมกับแนวคิด Magic If เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดทางประวัติศาสตร์และการรับรู้ความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย.
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2022). รายงานผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนที่จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปีการศึกษา 2565. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สุภาภรณ์ บัณฑิตย์. (2013). เอกสารชุดวิชา ECED211: จิตวิทยาพัฒนาการสำหรับเด็กปฐมวัย. สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม.
Benedetti, J. (1998). Stanislavski and the actor: The method of physical action. Routledge.
Cohen, L., Manion, L., & Morrison, K. (2013). Research methods in education (7th ed.). Routledge.
Collaborative for Academic, Social, and Emotional Learning. (2015). The 2015 CASEL guide: Effective social and emotional learning programs—Middle and high school edition.
Durlak, J. A., Weissberg, R. P., Dymnicki, A. B., Taylor, R. D., & Schellinger, K. B. (2011). The impact of enhancing students’ social and emotional learning: A meta-analysis of school-based universal interventions. Child Development, 82(1), 405–432.
Egan, G. (1986). The skilled helper: A systematic approach to effective helping (3rd ed.). Brooks/Cole Publishing Company.
Goleman, D. (1998). Working with emotional intelligence. Bantam.
Lauster, P. (1978). The personality test. Pan Books.
Stanislavski, K. (1936). An actor prepares (E. R. Hapgood, Trans.). Theatre Arts, Inc.
Weinert, F. E., & Helmke, A. (1995). Interclassroom differences in instructional quality and interindividual differences in cognitive development. Educational Psychologist, 30(1), 15–20.
Weissberg, R. P., Resnik, H., Payton, J., & O’Brien, M. U. (2003). Evaluating social and emotional learning programs. Educational Leadership, 60(6), 46–50.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
หมวดหมู่
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Buddhist Education and Research (JBER)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

