ผลการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามทฤษฎีการออกกำลังกายโดยใช้หลัก FITT สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น Effects of a Physical Education Instructional Model Based on the FITT Exercise Principle on Lower Elementary Students
คำสำคัญ:
พลศึกษา, แผนการจัดการเรียนรู้, หลักการทฤษฎีออกกำลังกายบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้หลัก FITT และการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพรหมพิกุลทอง จำนวน 70 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง (T) ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้หลัก FITT และกลุ่มควบคุม (C) ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้หลัก FITT ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2) แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติตามหลักทฤษฎีการสอนพลศึกษา5 ขั้นตอน 3) แบบทดสอบสมรรถภาพสำหรับเด็กและเยาวชน (กรมพลศึกษา, 2562) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนและหลังการทดลอง
ผลการวิจัย พบว่า ผลจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนทดสอบสมรรถภาพทางกายด้านความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และพลังกล้ามเนื้อของกลุ่มทดลอง (T) และกลุ่มควบคุม (C) หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้หลัก FITT และการจัดการเรียนรู้พลศึกษาปกติ 8 สัปดาห์ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 พบว่า ค่าเฉลี่ยของการทดสอบทั้ง 3 รายการ ระหว่างกลุ่มทดลอง (T) และกลุ่มควบคุม (C) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของเวลาและระยะทางในการทดสอบดีกว่ากลุ่มควบคุม แสดงถึงสมรรถภาพทางด้านความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และพลังกล้ามเนื้อที่พัฒนาดีขึ้นหลังการทดลอง
This quasi-experimental study aimed to examine and compare the effects of physical education learning management using lesson plans based on the FITT principle and conventional physical education instruction among lower primary school students.
The sample consisted of 70 Grade 2 students from Prompikunthong School, who were divided into an experimental group (T) and a control group (C). The experimental group received physical education instruction based on the FITT principle, while the control group received conventional physical education instruction. The research instruments included FITT-based physical education lesson plans developed by the researcher, conventional lesson plans based on the five-step physical education teaching theory, and the Physical Fitness Test for Children and Youth (Department of Physical Education, 2019). Data were analyzed using mean and standard deviation to compare scores before and after the experiment.
The results indicated that after eight weeks of instruction, the experimental group demonstrated significantly higher physical fitness scores in terms of speed, agility, and muscular power than the control group at the .05 level of statistical significance. The findings suggest that physical education learning management based on the FITT principle is more effective than conventional instruction in enhancing physical fitness among lower primary school students.
เอกสารอ้างอิง
กรมพลศึกษา และสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา. (2562). คู่มือแบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายของเด็กเยาวชนและประชาชนไทย. กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
เจริญ กระบวนรัตน์. (2542). การฝึกซ้อม. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์, 14(2), 15-30.
________. (2545). หลักการและเทคนิคการฝึกกรีฑา. สำนักพิมพ์หาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ถาวร กมุทศรี, อารมย์ ตรีราช, ฉัตรชัย ศรีวิไล, และ จิระ แนบสนิท. (2558). เกณฑ์สมรรถภาพทางกายนักกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา, 15(2), 145–158.
ไพวัน เพลิดพราว. การเคลื่อนไหวเบื้องต้น. (2559). http://www.tnsuudn.ac.th
วรศักดิ์ เพียรชอบ. (2548). หลักการและวิธีการสอนพลศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 2). ไทยวัฒนาพานิช.
วาสนา คุณาอภิสิทธิ์. (2539). การสอนพลศึกษา. วิทยพัฒน์.







