ก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของการก่อตั้งสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พันธกิจด้านการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับ “ไทยศึกษา” ไปสู่ในระดับสากลผ่านบทบาทของวารสารไทยคดีศึกษาถือเป็นพันธกิจสำคัญเรื่อยมาและสามารถตอบโจทย์สาธารณะทางวิชาการ จนก่อให้เกิดคุณูปการต่อสังคมโดยรวมหลากหลายประการ เช่นเดียวกับ วารสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 นี้ประกอบขึ้นจากองค์ความรู้ที่โดดเด่นทางด้าน “สหวิทยาการไทยศึกษา” ที่มุ่งเติมเต็มหน้าประวัติศาสตร์ ความรู้ และความคิดในศาสตร์และศิลป์ต่าง ๆ ที่ขาดหายไปหรือมีการแปรเปลี่ยนไปอย่างเป็นพลวัต

            บทความแรก พระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏในศรีลังกาจากหลักฐานศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา เขียนโดย รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง ความน่าสนใจของบทความนี้พยายามช่วยเติมเต็มหน้าประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาที่ขาดหายไปเกี่ยวกับทัศนะของชาว  กรุงศรีอยุธยาต่อพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏในศรีลังกาที่เชื่อว่าทำขึ้น ณ จุดที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทเมื่อครั้นเสด็จเยือนลังกาผ่านหลักฐานทางศิลปกรรม อาทิ ปูนปั้น วัดไผ่ล้อม จังหวัดเพชรบุรี จิตรกรรมฝาผนังในตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ และจิตรกรรมในสมุดภาพไตรภูมิหลายฉบับ ที่ต่างนิยม    วางตำแหน่งภาพพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏในศรีลังกาให้โดดเด่นอยู่กลางเกาะ โดยอาจ มีหรือไม่มีเจดียสถานอื่น ๆ ประกอบ อันสะท้อนให้เห็นว่าพระพุทธบาทองค์นี้เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่ศรัทธาในทัศนะของชาวกรุงศรีอยุธยามากกว่าปูชนียสถานอื่น ๆ ในกลุ่มโสฬสมหาสถาน

            ต่อด้วยบทความ จิตรกรรมเรื่องทศชาติ: ที่มา รูปแบบศิลปกรรม และการแสดงออกผ่านแนวคิดช่างพื้นถิ่นอีสานตอนบนริมฝั่งแม่น้ำโขง เขียนโดย พงษ์ศักดิ์ อัครวัฒนากุล ความน่าสนใจของบทความนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า จิตรกรรมเรื่องทศชาติที่ปรากฏในพื้นที่อีสานตอนบนมีรูปแบบ และการแสดงออกที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างอิทธิพลงานจิตรกรรมแบบประเพณีโบราณที่แพร่หลายในพื้นที่ภาคกลางในอดีต กับการแสดงออกแบบพื้นถิ่นภาคอีสานตอนบน โดยการผสมผสานรูปแบบงานจิตรกรรมดังกล่าวปรากฏแห่งแรก ณ วัดหัวเวียงรังสี อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม สร้างสรรค์ผลงานโดยกลุ่มช่างหลวงชาญอักษร ผลงานดังกล่าวได้เป็นแบบอย่างการเขียนจิตรกรรมเรื่อง ทศชาติให้กับช่างในพื้นถิ่นอีสานตอนบนในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ วัดพุทธสีมา อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม วัดลัฏฐิกวัน อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร และวัดศรีคูณเมือง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย

            ถัดมาเป็นบทความ ประวัติศาสตร์การศึกษาไทยภายใต้การรวมศูนย์อำนาจของรัฐ (พ.ศ. 2490 - 2562) เขียนโดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ที่พยายามชี้ให้เห็นถึงพลวัตของระบบการศึกษาไทยที่มีนโยบายเน้นการรวมศูนย์อำนาจโดยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนับตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วง พ.ศ. 2500 - 2516 และ พ.ศ. 2557 - 2562 ที่แวดวงการศึกษาถูกกระชับอำนาจเพื่อสร้างแผนการใหญ่ขับเคลื่อนประเทศ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างฉันทามติทางการศึกษาร่วมกัน ในทางกลับกันช่วงทศวรรษ 2540 ภายหลังการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540     เป็นต้นมาได้นำมาสู่การปฏิรูปการศึกษาที่เกิดจากฉันทามติร่วมกัน ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การละเมิดสิทธิเสรีภาพต่อนักเรียนและนักศึกษา ฯลฯ

            ต่อเนื่องด้วยบทความ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวด้านอาหารผ่านกระบวนการการเรียนการสอนทำอาหารไทยเพื่อการท่องเที่ยว เขียนโดย ศุภารมย์ ประสาทแก้ว ความน่าสนใจของบทความนี้เป็นการรวบรวมสูตรอาหารตำรับชาววังในตำราอาหารที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural Heritage) มาเทียบเคียงกับตำราอาหารสูตรที่สถานที่สาธิตสอนทำอาหารนำมาใช้สาธิตให้กับนักท่องเที่ยว ที่แม้ว่าอาหารบางรายการจะมีชื่อเรียกต่างกันไป แต่ในส่วนของวัตถุดิบและวิธีการทำกลับมีความเหมือนกัน โดยสถานที่สาธิตสอนทำอาหารมักมีการปรับสูตรให้มีขั้นตอนและวัตถุดิบที่น้อยลง พร้อมกันนี้ ยังมีความพยายามในการเล่าถึงตำนานความเชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับอาหารให้กับผู้เรียนได้รับรู้ อันเป็นความน่าสนใจของธุรกิจสาธิตสอนทำอาหารเพื่อการท่องเที่ยว

            จากนั้นเป็นบทความ อาหารลาวครั่ง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์: กรณีศึกษาลาวครั่ง ตำบลห้วยด้วน อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เขียนโดย ปรารถนา แซ่อึ๊ง ความน่าสนใจของบทความนี้เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้านอาหารของชาวลาวครั่งในพื้นที่ตำบลห้วยด้วน อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ที่ได้นำเอาวัตถุดิบจากธรรมชาติใกล้ตัวมาปรุงเป็นอาหารสูตรพิเศษ อาหารเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความเชื่อและ ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ต้องการสร้างความรักความสามัคคีภายในกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยมการบริโภค สภาพแวดล้อมของหมู่บ้าน เทคโนโลยีทางการเกษตร และตลาดนัดภายในชุมชนได้กลายเป็นอิทธิพลสำคัญก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้านอาหารของชาวลาวครั่งในพื้นที่

            ถัดมาบทความ สุนทรียภาพของกลิ่นไทย: กรณีศึกษา เครื่องหอมไทย เขียนโดย นลินณัฐ ดีสวัสดิ์ และวัฒนพันธุ์ ครุฑะเสน ความน่าสนใจอยู่ที่ผู้เขียนพยายามนำเสนอสุนทรียภาพของกลิ่นไทยในมุมมองต่าง ๆ พบว่า การออกแบบกลิ่นของไทยมีความหลากหลาย หากแต่กลิ่นแบบไทยกลับไม่มีแม่แบบที่ตายตัว มีทั้งกลิ่นที่มีต้นแบบมาจากต่างประเทศหรือสังเคราะห์กลิ่นจากดอกไม้ในประเทศ โดยกลิ่นที่นำมาใช้มักเป็นไปเพื่อแสวงหาความหอมของกลิ่น ปราศจากการเข้าใจถึงคุณค่าทางศิลปะ การสร้างสรรค์กลิ่น ทำให้ลักษณะของกลิ่นที่ใช้มีลักษณะคล้ายคลึงกันและไม่มีอัตลักษณ์ อันส่งผลให้ขาดการเข้าถึงแก่นแท้ของความเข้าใจในสุนทรียภาพของกลิ่นที่ยึดโยงกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรม

            ต่อด้วยบทความ จันทร์เจ้าขา ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงสู่สยามใหม่ในมิติคีตนาฏกรรม เขียนโดย ชยุติ ทัศนวงศ์วรา และธรณัส หินอ่อน ที่ต้องการชี้ให้เห็นพลวัตทางด้านศิลปกรรมสยามกลุ่มละครร้องที่เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ทางดนตรีและการแสดงแบบดั้งเดิม ก้าวเข้าสู่พื้นที่ทางคีตนาฏกรรมรูปแบบใหม่ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยการแสดงชุดจันทร์เจ้าขาของ  พรานบูรพ์ถือเป็นหนึ่งในชุดละครร้องที่แสดงให้เห็นถึงการผ่อนปรนและแบ่งปันพื้นที่การแสดงและดนตรีให้เห็นอย่างชัดเจน แม้รูปแบบการแสดงจะเปลี่ยนไปตามคตินิยมใหม่ หากแต่การแสดงดนตรียังเป็นหลักฐานสำคัญให้เห็นร่องรอยของการเผชิญหน้าระหว่างดนตรีตะวันตกและดนตรีไทย

            สุดท้ายเป็นบทความ บ้านคือวิมานของเรา: ความคิดเกี่ยวกับบ้านและครอบครัวของชนชั้นกลางไทย ทศวรรษ 2520 เขียนโดย ณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว ความน่าสนใจของบทความนี้ ผู้เขียนมุ่งอธิบายความคิดเกี่ยวกับบ้านและครอบครัวของชนชั้นกลางไทยในช่วงทศวรรษ 2520 ผ่านการศึกษาจากนิตยสารบ้านและสวน ซึ่งพบว่าภายใต้บริบทการขยายตัวและการแข่งขันอย่างเข้มข้นของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ผนวกกับ สภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตในสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เลวร้าย ส่งผลให้จินตนาการถึงครอบครัวได้กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ทางอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุขสบาย และเป็นพื้นที่เยียวยาอารมณ์ ความรู้สึก ในทางกลับกันครอบครัวแบบเดิมที่มีบทบาทด้านเศรษฐกิจเป็นหลักได้ถูกลดความสำคัญลง

            ขณะเดียวกัน วารสารไทยคดีศึกษาฉบับนี้ยังมีบทแนะนำหนังสือ กว่าจะครองอำนาจนำ: การคลี่คลายขยายตัวของเครือข่ายในหลวงภายใต้ปฏิสัมพันธ์ของชนชั้นนำไทยทศวรรษ 2490 - 2530 ที่เขียนโดย อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ ประจำสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยอย่างโดดเด่น แนะนำโดย พิชญา คุ้มแคว้น ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ผู้เขียนพยายามนำเสนอให้เห็นถึงการการก่อรูปและธำรงอำนาจนำของในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะทรงดำรงพระชนม์ชีพในหลากหลายมิติ จนก่อเกิดเป็น “เครือข่าย      ในหลวง” ที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายชนชั้นนำไทย นอกจากนี้ วารสารฉบับนี้ยังมีการนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมทางวิชาการ - ศิลปะ และวัฒนธรรมที่สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน พ.ศ. 2565 เพื่อดำรงไว้ซึ่งภารกิจให้บริการวิชาการ ทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมให้กับสังคมของสถาบัน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID - 19)

            ท้ายที่สุดนี้ กองบรรณาธิการหวังว่าวารสารไทยคดีศึกษาจะยังคงเป็นเวทีและสื่อกลางทางวิชาการที่ทำหน้าที่สะท้อน และเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับ “ไทย” ไปสู่ในระดับสากล รวมถึงสามารถตอบโจทย์ทางด้านวิชาการให้กับผู้สนใจและก่อให้เกิดคุณูปการต่อสังคมโดยรวม ทั้งยังคงเป็นวารสารทางวิชาการที่ผู้สนใจและสาธารณชนให้การสนับสนุนสืบไป

เผยแพร่แล้ว: 2022-07-25

สุนทรียภาพของกลิ่นไทย: กรณีศึกษา เครื่องหอมไทย

นลินณัฐ ดีสวัสดิ์, วัฒนพันธุ์ ครุฑะเสน

172-200