แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3
คำสำคัญ:
แนวทางการพัฒนา, ทักษะดิจิทัล, ผู้บริหารสถานศึกษา, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็นและความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 341 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพที่เป็นจริงของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.84, S.D. = 0.32) สภาพที่ควรจะเป็นโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นของทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล 2) ด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลงานดิจิทัล 3) ด้านความเป็นผู้นำดิจิทัล 4) ด้านความสามารถในการใช้ดิจิทัล และ 5) ด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันด้วยดิจิทัล
2. แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จากการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน ได้แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัล 5 ด้าน ครอบคลุมแนวทางการพัฒนาทั้งสิ้น 16 แนวทาง
3. การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา มีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, S.D. = 0.20) และมีความเป็นไปได้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.86, S.D. = 0.14)
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). มาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานกำหนดตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
เจนจิรา แสนไชย. (2566). แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ. (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ณิศรานันท์ ขันทอง. (2564). ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
ธนกฤต จักรสุวรรณ์. (2566). ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย. (การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต). บัณฑิตศึกษา: มหาวิทยาลัยพะเยา.
บงกช ทองเอี่ยม. (2561). การพัฒนาตัวชี้วัดทักษะการรู้ดิจิทัลของนักศึกษาวิชาชีพครูในมหาวิทยาลัยแบบไม่จำกัดรับ. วารสารสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ, 4(1), 291-302.
บุญชู ใจใส. (2564). ปัจจัยการบริหารที่ส่งผลต่อทักษะดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2. (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร มหาบัณฑิต). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
บุญตรี แก้วอินธิ. (2564). สภาพและความต้องการจำเป็นด้านทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม. (การศึกษาค้นคว้าอิสระครุศาสตรมหาบัณฑิต). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนครพนม.
พิมพ์วิมล วงษ์ขันธ์, อุดมพันธ์ พิชญ์ประเสริฐ, พงษ์ศักดิ์ ทองพันชั่ง และพิมล วิเศษสังข์. (2564). ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย พิชญทรรศน์, 16(2), 43-55.
พิมลวรรณ ร่มวาปี. (2566). กลยุทธ์การเสริมสร้างทักษะดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีนิพนธ์). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
มณีนุช ภูยังดี. (2564). สภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และแนวทางพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม เขต 1. (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนครพนม.
เมทินี ดงเรืองศรี. (2567). ทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4. (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). บัณฑิตศึกษา: มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย.
วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง. (2561). คู่มือพลเมืองดิจิทัล. กรุงเทพฯ: ดิ วันโอวัน เปอร์เซ็นต์.
ศาสตรา แสงชาติ และ ชัยยนต์ เพาพาน. (2567). แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1. วารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี, 6(1), 115-126.
ศิริลักษณ์ วงษ์คำ, ธัญเทพ สิทธิเสือ, และศุภธนกฤษ ยอดสละ. (2567). ทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3. วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์, 9(2), 257–270.
สงบ อินทรมณี. (2562). การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น, 16(1), 350–360.
สุนทร ชุมศรี, อภิสิทธิ์ สมศรีสุข, และวัลนิกา ฉลากบาง. (2567). การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาทักษะดิจิทัลของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร. วารสารพุทธศาสตร์ มจร อุบลราชธานี, 6(2), 668–680.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3. (2568). แผนปฏิบัติการประจำปีการศึกษา 2568. สุรินทร์: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.
OECD. (2021). The OECD Framework for Digital Talent and Skills in the Public Sector. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/4e7c3f58-en
Vuorikari, R., Punie, Y., Carretero Gomez, S., & Van den Brande, G. (2016). Dig Comp 2.0: The Digital Competence Framework for Citizens: Update Phase 1: The Conceptual Reference Model. Publications Office of the European Union. https://publications.jrc.ec.europa.eu/repository/handle/JRC101254.
Van Laar, E., Van Deursen, A. J. A. M., Van Dijk, J. A. G. M., & De Haan, J. (2019). Determinants of 21st-century digital skills: A large-scale survey among working professionals. Computers in Human Behavior, 100, 134–146. https://doi.org/10.1016/j.chb.2019.06.017
