รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 47 ฉบับที่ 2 (2569)
วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าเพราะการตีพิมพ์ วารสารคือคำตอบ แต่ในขณะเดียวกันวารสารกลายเป็นเครื่องมือสำคัญไม่เพียงจะสื่อสารกับสาธารณะ แต่ยังเป็นการจัดระเบียบว่าใครคือนักวิทยาศาสตร์หรือนักสารพัดตามสาขาวิชาต่างๆ ที่ต้องมีวินัย (discipline) ในพื้นที่ของความรู้ การจะเป็นผู้เชี่ยวชาญต้องมีตัวชี้วัดที่มาจากการตีพิมพ์ วารสารที่เป็นสื่อสำหรับการสื่อสารในเรื่องการผลิตความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้วยกันหรือที่เรียกว่า ‘scientific community’ ชุมชนที่จะทำให้เกิด ‘scientific consensus’
ผลงานตีพิมพ์ในวารสารกำหนดอนาคตอาชีพการงาน ทุนวิจัย ทำไมความรู้เกิดขึ้นได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ตีพิมพ์ในวารสารเท่านั้น? ทำไมวารสารวิชาการถึงกลายมาเป็นกลไกสำคัญของการผูกขาดความรู้? สื่อสารแบบอื่นๆ ได้หรือไม่? เช่น จดหมาย วีดีโอ หนังสือขนาดยาว บันทึกความทรงจำ เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่การเผยแพร่ความรู้ต่างๆ เคยปรากฏในรูปแบบที่กล่าวมา เช่น บันทึกความทรงจำ เป็นต้น การสื่อสารความรู้ปรากฏในรูปของสิ่งพิมพ์แบบหนังสือพิมพ์ ประกาศ (gazette) ในฐานะสิ่งพิมพ์ในการเผยแพร่ความรู้ปรากฏในศตวรรษที่สิบเจ็ด ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ของผู้อ่านที่เรียกกันว่า ‘Republic of Letters’ เพราะฉะนั้นขนาดสั้นยาวจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความถี่ว่าออกบ่อยแค่ไหนก็ไม่สำคัญ
ด้วยความที่เป็นผลิตภัณฑ์ความรู้มักจะเป็นของ เช่น Royal Academy of Sciences Royal Society of London เป็นต้น ความรู้ที่ผลิตโดยผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ต้องมีอะไรพิเศษแตกต่างไปจากการติดประกาศสาธารณะตามป้ายประกาศตามท้องถนน เพราะคำว่า ‘Royal’ ก็บ่งบอกแล้วว่ามีศักดิ์ศรีอย่างไร การเป็นพื้นที่พิเศษเฉพาะกลุ่ม (exclusiveness) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ถึงแม้ว่าสำนึกในความคิดเกี่ยวกับพลังของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อชีวิตประจำวันจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น การเผยแพร่ความรู้ของเหล่าผู้มีความรู้ออกสู่สาธารณชนมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น
การปฏิวัติฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของคนบางคนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องสาธารณะ ความเห็นของผู้คนจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ใช่ว่าความเห็นของคนทุกๆ คนในสิ่งพิมพ์ต่างๆ จะเท่ากัน การขยายตัวของสิ่งพิมพ์ในรูปแบบของความรู้ต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาอย่างรวดเร็วสร้างความหวาดวิตกให้กับเหล่าผู้ควบคุมพื้นที่พิเศษเฉพาะกลุ่มว่าจะทำให้ระเบียบความรู้ที่สั่งสมกันมาผ่านกาลเวลาจะถูกบ่อนทำลาย ความหวาดวิตกของชนชั้นนำว่าความรู้แบบทั่ว ๆ ไปของธุรกิจสิ่งพิมพ์จะทำลายสถาบันความรู้ของเหล่าผู้รู้ทั้งหลาย การขยายตัวของความรู้ที่ผลิตโดยผู้คนทั่วไปกลายเป็นปัญหาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่สิบเก้า
การผลิตความรู้ในขนาดสั้นๆ ในรูปแบบต่างๆ มากมาย พร้อมด้วยความเร็ว เพราะไม่ผลิตอะไรยาวๆ ทำให้เหล่าผู้ทรงความรู้ที่มีระดับทั้งหลายต้องเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายหันมาผลิตสิ่งพิมพ์เอง เส้นทางของวารสารวิทยาศาสตร์จากความพิเศษเฉพาะก็จำเป็นที่จะต้องเข้ามาเกลือกกลั้วกับโลกธุรกิจสิ่งพิมพ์ วิทยาศาสตร์เคลื่อนตัวเข้าสู่ตลาดจะเกิดอะไรขึ้น? ความรู้ถูกตัดออกเป็นชิ้นสั้นทำให้นักวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์อย่าง Jean-Baptiste Biot (1774-1862) คิดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้แตกต่างไปจากการโฆษณา
ถ้าจะพิจารณาเปรียบเทียบกับศตวรรษที่ยี่สิบจะเห็นได้จากความคิดของ Umberto Eco ที่เห็นว่า “social media gives legions of idiots the right to speak,” สำนึกแห่งชนชั้นนำที่เหนือกว่าไม่เคยจืดจางไปไหน
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 47 ฉบับที่ 1 (2569)

หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 46 ฉบับที่ 3 (2568)
วารสารรัฐศาสตร์สาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดรับบทความตลอดทั้งปี ผู้ที่สนใจสามารถส่งบทความได้ตามระบบของวารสาร
หมายเหตุ: วารสารรัฐศาสตร์สาร ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์บทความจากผู้ส่งบทความในทุกกรณี และวารสาร นำเสนอบทความบนหน้าเว็บไซต์เฉพาะในส่วนของ ข้อมูลเบื้องต้นและบทคัดย่อบทความเท่านั้น เนื่องมีผู้สมัครสมาชิกรายปีของวารสารฯ
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 46 ฉบับที่ 2 (2568)
हिंसा राज राज
हिंसा राज राज
हिंसा राज राज
हिंसा राज राज
हिंसा राज राज
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 46 ฉบับที่ 1 (2568)
8 เมษายน ค.ศ. 2025 เป็นวันที่ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวถึงประเทศต่างๆ ที่จะต้องมาตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกาหลังจากสหรัฐตัดสินใจขึ้นภาษีไว้อย่างชัดเจน ประเทศจำนวนมากร้องขอที่จะมาตกลงกับสหรัฐอเมริกา ประโยคอันโด่งดังว่าประเทศต่างๆ กำลัง ‘kissing my ass’. “I’m telling you, these countries are calling us up, kissing my ass. They are. They are dying to make a deal.” สำหรับ ‘kissing my ass’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ‘kiss my ass’ ที่หมายถึง ‘ปฏิเสธอย่างรุนแรงว่าจะไม่ทำสิ่งที่อยากให้ทำ’ ข้อความผรุสวาทตอบโต้กับผู้ที่ต้องการให้ทำอะไรบางอย่างที่ไม่ได้อยากทำ
ทั้งนี้หลากหลายประเทศยินดีที่จะเดินทางไปเจรจาตกลง เพราะในที่สุดแล้วหลากหลายประเทศก็ ‘kiss ass’ ประเทศต่างๆ พร้อมที่จะเลียแข้งเลียขาประจบสอพลอเพื่อให้ได้ในสิ่งที่กลุ่มผลประโยชน์ของดินแดนนั้นๆ ต้องการ ภาพการเจรจาของญี่ปุ่นแสดงลำดับชั้นของห่วงโซ่อำนาจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปสนใจว่าเป็นข้อความที่พูดออกมาเป็นข้อความที่รุนแรง ต่ำช้า หยาบคายหรือไม่ เพราะการเรียงลำดับเพื่อ “จูบตูด” คือการต่อรองเพื่อให้ได้ผลประโยชน์มหาศาล
การจูบไม่ว่าจะเป็น ‘แหวน’ หรือจะเป็น ‘ตูด’ ก็คือการแสดงการยอมรับอำนาจ เช่น การยอมจำนนต่ออำนาจของพระสันตประปาที่แสดงออกด้วยการจูบแหวน เป็นต้น สำหรับการ “จูบตูด” ไม่ใช่มีความหมายเพียงแค่การประจบประแจง แต่แสดงถึง ‘instrumental rationality’ ที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ ศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันของประเทศตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเท่ากับ “ผลประโยชน์ที่ไม่เคยโกหกใคร”
ถ้าพิจารณาการ “จูบตูด” ตามคำศัพท์แล้วก็คงจะต้องรู้ว่าจะต้องเผชิญกับรสชาติไล่ไปจนถึงการได้กลิ่นของ ‘ขี้’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอดีตที่การทำความสะอาดรูตูดย่อมไม่ได้มีประสิทธิภาพ จินตนาการที่มีต่อการได้ ‘สัมผัสรสชาติและสูดดมขี้’ ย่อมเป็นอะไรที่นำไปสู่ความสะอิดสะเอียนได้เสมอ แต่ “ตูด” ก็ยังเป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ขาดไปไม่ได้ สิ่งสกปรกเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย บรรดา ‘ขี้’ ทั้งหลายล้วนแล้วอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ร่างกายจึงเต็มไปด้วย ‘ขี้’ แต่สิ่งสกปรกน่ารังเกียจเหล่านี้จะสร้างความสะอิดสะเอียนเมื่อออกจากร่างกายมาสู่โลกภายนอก
สำหรับสังคมยุโรปที่อยู่ภายใต้คริสต์ศาสนามาสองพันปี “ตูด” ยังเป็นอะไรที่น่าหลงใหลไปพร้อมกันการเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) รูตูดเป็นที่อยู่ของปิศาจ แต่ตามจริงแล้วความสุขจาก ‘รูตูด’ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์และสัตว์ หนึ่งในผู้คนที่ให้ความสนใจกับ “รูตูด” ก็คือ Sigmund Freud บทความ ‘Character and Anal Eroticism’ (1908) บ่งบอกถึงสายสัมพันธ์ระหว่าง ‘ขี้ ทอง และเงิน’ ช่วงของพัฒนการระดับรูตูด (anal stage) Freud เสนอมนุษย์ในตอนเด็กสัมพันธ์กับขี้ในฐานะของขวัญ (gift) อันทรงคุณค่าที่เด็กๆ ได้รับมา
‘ของขวัญ’ ที่ได้รับมาเป็นสิ่งที่มีค่าในระดับจิตใต้สำนึก สิ่งมีค่าที่ไม่มีใครอยากจะสูญเสียไป ‘ขี้’ เป็นตัวกลางของการแลกเปลี่ยนในทำนองเดียวกันกับทองและเงิน ทารกบางคนไม่อยากที่จะสูญเสีย ‘ขี้’ เพราะเป็น ‘ของขวัญ’ มีค่าที่ต้องเก็บรักษาเอาไว้ จากการเก็บรักษา ‘ขี้’ เอาไว้เปิดทางไปสู่เรียนรู้ที่จะเก็บสะสมสิ่งอื่นๆ จนในท้ายที่สุดก็เป็นเก็บสะสมเงิน เพียงแต่เด็กดีๆ จะถูกฝึกฝนมาให้ไม่เล่นขี้ เส้นทางของ ‘anal eroticism’ คือวิถีที่เปิดทางไปสู่ความเป็นอารยะ เพียงแต่ความเป็นอารยะในสมัยของ Freud นั้นคือเป็นจักรวรรดินิยมและเป็นเจ้าอาณานิคม
ความมั่งคั่งร่ำรวยเคียงคู่อยู่กับความสกปรก คำว่า ‘filthy rich’ บ่งบอกถึงความสกปรกของความมั่งคั่ง ความสกปรกของ ‘filthy’ รากศัพท์ของคำๆ นี้ยังบ่งบอกถึงบาป ความไม่บริสุทธิ์ ไร้ศีลธรรม ความไม่ซื่อสัตย์ ไร้ซึ่งหลักการ ไร้ซึ่งเกียรติยศ (corrupt) ในทำนองเดียวกันคำว่า ‘gold buggery’ ที่หมายถึงคนที่เชื่อมั่นในทองหรือยึดมั่นในการลงทุนในทอง เพียงแต่ ‘buggery’ นั้นหมายการร่วมเพศทางทวารหนักที่ไม่ได้จำกัดว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายหรือสัตว์ ตำนานเรื่องเล่ามีว่าเมื่อปิศาจมอบ ‘ทอง’ ให้กับเหล่าสาวก แต่พอปิศาจกลับไป ‘ทอง’ ก็กลายเป็น ‘ขี้’ ในสมัยบาบิโลน ‘ทองคือขี้ในนรก’
กรอบความคิดความมั่งคั่งเงินทองกับสิ่งสกปรกปรากฏในสังคมวิคตอเรียน (Victorian society) ไล่ไปจนถึงความคิดของ Karl Marx ในเรื่องเงินกับความโสโครก วิถีการเงินของเยอรมันบ่งบอกถึง ‘ขี้’ ผู้คนที่ผลิตเงินตราเรียกว่า ‘Ducatscheisser’ หรือ ‘shitter of ducat’ วิถีชีวิตของคนเมืองที่ต้องเผชิญกับปฏิกูลหลากหลายแบบ ในขณะเดียวกันวิถีชีวิตเมืองที่ดำเนินควบคู่ไปกับเงิน การขยายตัวของเมืองในสังคมอุตสาหกรรมที่มั่งคั่งนั้นขยายตัวพร้อมกับสิ่งสกปรกของเมืองที่ต้องกำจัด
ภายใต้โครงสร้างของความไม่เท่าเทียมกันของโลกผู้นำบางประเทศจึงพร้อมเสมอที่จะคิดว่าดินแดนห่างไกลจากศูนย์กลาง (center) คือ ‘shitholes’ อันแหล่งกำเนิดของผู้อพยพ ความสกปรกที่ดำเนินไปพร้อมกับการไม่วิวัฒนาการไปสู่ระดับของความสกปรกในรูปแบบของเงินตรา ในสังคมร่ำรวยที่เต็มไปด้วยความสะอาดแต่หลงใหลกับ ‘ขี้แบบเงินตรา’ นั้นต้องการกำจัดและจัดการ [หรือ ‘การฝึกฝนการเข้าห้องน้ำ’ (toilet training)] ความสกปรกที่ล้นเกินไปจากเหล่าดินแดน ‘shitholes’ เพราะดินแดนที่สะอาดหมดจรดและหลงใหลกับความสะอาดก็จะดำเนินควบคู่กับกิจการเงินที่เจริญเฟื่องฟู
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 45 ฉบับที่ 3 (2567)
การอุดหนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าการเป็นเพียงแค่มหาวิทยาลัยเพื่อการสั่งสอนมนุษย์ สถาบันการศึกษาระดับสูงไหนสมควรจะเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้รับทุนวิจัยจากรัฐบาลสหรัฐเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นนั้นจะใช้เกณฑ์อะไร? National Science Foundation ที่ตั้งขึ้นในทศวรรษที่ 1950 จะให้ทุนกับคณะไหนของมหาวิทยาลัยไหนถึงจะได้รับผลลัพธ์ที่คุ้มค้าที่สุดคือคำถาม ในทศวรรษที่ 1960 การจัดอันดับสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ได้ค่อยๆ กลายมาเป็นวิถีทางสำคัญเบื้องต้นของการให้ทุนกับองค์กรการศึกษาและวิจัยต่างๆ ในกลางทศวรรษที่ 1960 การประเมินการศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยที่มีมากมายด้วยวิธีการสำรวจและตัวเลขเป็นแนวทางสำคัญ
จากงานของ Slosson ในทศวรรษที่ 1910 จนถึงทศวรรษที่ 1960 ความนิยมในการศึกษาเชิงคุณภาพเปลี่ยนไปเป็นแนวทางเชิงปริมาณ ท่ามกลางมหาวิทยาลัยที่มากมายในตลาดการศึกษาของสหรัฐอเมริกาตัวเลขคือความสะดวกต่อความเข้าใจและการประเมิน วิถีแห่งการจัดอันดับผ่านตัวเลขคือถนนของการแสวงหาความสุดยอดทางวิชาการ (academic excellence)
มหาวิทยาลัยแต่ละที่ในสหรัฐอเมริกามีความแตกต่างกัน ในทศวรรษที่ 1960 มหาวิทยาลัยทางใต้ถูกจัดให้อยู่ในสถานะที่ต่ำ เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงก่อนที่จะตามมหาวิทยาลัยอื่นๆ ไม่ทัน ความคิดเหล่านี้ปรากฏใน Cartter Report An Assessment of Quality in Graduate Education (1964) ภายใต้การกำกับของนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีบทบาทสำคัญด้านการศึกษา Allan M. Cartter (1922-1976)
เป้าหมายของความเป็นสุดยอดคือมนุษย์ที่สุดยอด มนุษย์ผู้แสวงหาความสุดยอด (excellence) การขยายฐานของการศึกษาระดับสูงไปสู่ผู้คนในสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างมนุษย์แบบใหม่ที่ไม่ได้เป็นแค่พลเมืองผ่านกลไกการศึกษาภาคบังคับ มนุษย์ผู้ถูกสร้างให้มีเป้าหมาย (goal-oriented) มนุษย์ผู้มีความต้องการที่จะประสบความสำเร็จ (achievement) คือมนุษย์แบบใหม่ ความสำเร็จที่บ่งบอกถึงความเป็นสุดยอด
หนังสือ The Achieving Society (1961) ของนักจิตวิทยาอเมริกัน David C. McClelland คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญในการบ่งบอกถึงความต้องการและแรงจูงใจของมนุษย์แบบใหม่ ถึงแม้ว่ารากฐานความคิดเรื่องแรงจูงใจที่มุ่งไปสู่ความสำเร็จตามแนวความคิดของ McClelland โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงจูงใจในการที่จะเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneur) นั้นจะปรากฏมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1950 แล้วก็ตาม แนวความคิดเรื่องแรงจูงใจที่มุ่งไปสู่ความสำเร็จที่ยังแยกไม่ออกจาก “อำนาจ” ของ McClelland นั้นดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับความคิด “ลำดับชั้นความต้องการ” (hierarchy of needs) ของนักจิตวิทยาอเมริกันเชื้อสายยิว Abraham H. Maslow
ความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จ แต่ยังหมายถึงความเป็นหนึ่งหรือความเป็นสุดยอด ‘Excellence’ การปรับปรุงตัวให้สามารถไต่บันไดขึ้นไปเรื่อยๆ คือหนทางสำคัญของชีวิตที่ไม่มีวันหยุดอยู่กับที่ เพราะการหยุดคือการถดถอย ชีวิตวันนี้จึงดีกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้ก็จะต้องทำให้ดีกว่าวันนี้ การทำให้ชีวิตพรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้คือวิถีทางสำคัญของโปรเตสแตนท์อเมริกัน มหาวิทยาลัยจะเป็นต้นแบบทางจริยธรรมที่สำคัญของการแสวงหาความสุดยอด มหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังให้มนุษย์ที่จะเป็นหน่วยสำคัญทางการผลิตมีเป้าหมายที่ความเป็นสุดยอด จากมนุษย์ไปจนถึงองค์กรทุกระดับความเป็นสุดยอดคือเป้าหมายที่ทุกๆ คนสามารถที่จะบรรลุถึงได้
การแสวงหาความเลิศ ความสุดยอด (excellence) เหมาะกับความยิ่งใหญ่ของผู้คนในประเทศที่ได้รับการเลือกจากพระผู้เป็นเจ้าแบบสหรัฐอเมริกา ในประเทศพิเศษก็จะมีคนพิเศษที่แสดงความสามารถที่เป็นสุดยอด ในช่วงเวลาก่อนศตวรรษที่สิบแปดคนพิเศษเหล่านี้คือบุคคลที่ได้รับพลังจากพระผู้เป็นเจ้า ในราวศตวรรษที่สิบแปดกรอบความคิด ‘genius’ เป็นคำอธิบายที่ได้รับความนิยม เช่น Essays on Genuis (1774) ของ Alexander Gerard (1728-1795) ภายใต้พลังของพันธุกรรมและวิวัฒนาการมนุษย์พิเศษในศตวรรษที่สิบเก้ามีคุณสมบัติทางพันธุกรรมที่พิเศษ ดัชนีชี้วัดความพิเศษแสดงให้เห็นใน IQ
ส่วนพลังของสิ่งแวดล้อมเองก็มีบทบาทสำคัญ ในห่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากศตวรรษที่สิบเก้ามาจนถึงศตวรรษที่ยี่สิบวิชาจิตวิทยาพยายามอธิบายความยิ่งใหญ่ที่สุดแสนพิเศษของคนพิเศษ จากพันธุกรรม ครอบครัว การเลี้ยงดู ไปจนถึงการศึกษา ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อการเป็นคนพิเศษ ภูมิหลังทางการศึกษาที่ทำให้คนพิเศษบ่งบอกถึงความพิเศษของการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาระดับสูง ลำดับชั้นของมหาวิทยาลัยชั้นนำมีส่วนสำคัญในการสร้างความพิเศษสุดยอดเหล่านี้ ท่ามกลางกรอบคิดและข้อถกเถียง ‘nature v.s. nurture’ ทำให้มหาวิทยาลัยในฐานะส่วนของ ‘nurture’ มีบทบาทสำคัญในการสร้างคนพิเศษสุดยอด ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ความพิเศษสุดยอดนั้นเป็นสิ่งที่สร้างได้
อัจฉริยะสร้างได้โดยผ่านการศึกษา มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในสถาบันสำคัญในการสร้างคนพิเศษสุดยอดเหล่านี้ แต่มหาวิทยาลัยไหนที่มีความสามารถสร้างคนมีชื่อเสียงดังกล่าวได้คือคำถาม ภูมิหลังของบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ การมีศิษย์เก่าดีเด่นจะเป็นตัวชี้วัดชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา วิทยาลัยแห่งนี้ผลิตนายกรัฐมนตรีกี่คนหรือได้โนเบลกี่คนเป็นตัวอย่างที่ดี Who’s Who in America จะเป็นข้อมูลสำคัญ การใช้ชื่อเสียงเป็นแนวทางในการจัดลำดับชั้นของมหาวิทยาลัยยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในทศวรรษที่ 1950 โดยยังเป็นที่นิยมจนถึงทศวรรษที่ 1980
ในทศวรรษที่ 1980 การจัดลำดับชั้นของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในพื้นที่ของสถาบันการศึกษาหรือนักวิชาการเท่านั้น เมื่อสื่ออย่าง US News and World Report เข้ามาสู่สนามการจัดอันดับสถาบันการศึกษาในปี ค.ศ.1983 สถาบันการศึกษาไหนมีชื่อเสียงกลายมาเป็นกิจกรรมที่เป็นที่รับรู้ของสาธารณชน โดยมีเป้าอยู่ที่ระดับปริญญาตรี แต่สำหรับผู้จ่ายเงินเรียนก็จะต้องพิจารณาว่าสถาบันไหนคุ้มค่าในการลงทุน นิตยสารด้านการเงินก็จำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ผู้บริโภครู้ว่าจ่ายเงินไปแล้ว สถาบันการศึกษาไหนคุ้มค่าที่สุด ‘Best Value Schools’ ‘America’s Best College Buys’ เช่น https://money.com/best-colleges/ เป็นต้น บริษัทสื่อต่างๆ จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เช่น Forbes Wall Street Journal เป็นต้น
ครั้นเมื่อการศึกษาระดับสูงหรือมหาวิทยาลัยเป็นธุรกิจทำเงินระดับนานาชาติ ประเทศทุนนิยมพูดภาษาอังกฤษก็จะได้เปรียบกว่าประเทศที่ใช้ภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาฮังการี เป็นต้น จากอังกฤษถึงสหรัฐอเมริกาและไล่มาออสเตรเลียสินค้าสำคัญคือภาษาอังกฤษ การศึกษาระดับสูงในประเทศต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ก็จำเป็นที่จะต้องหันมาใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ลูกค้าจากต่างแดน การจัดอันดับก็ช่วยทำให้คนต่างชาติที่จะสมัครเรียนได้เข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองว่าอยู่ตรงไหน เหมาะสมที่จะสมัครเรียนที่ใด
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยขยายตัวออกไปสู่ระดับโลกในต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ถึงแม้ว่า Quacquarelli Symonds (QS) จะทำหน้าที่ในการบริการข้อมูลให้กับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 แล้วก็ตาม แต่ธุรกิจการจัดอันดับยังไม่ได้ขยายตัวออกสู่ระดับโลก จนกระทั่ง QS จับมือกับนิตยสาร Times Higher Education ในปี ค.ศ. 2004 ชื่อของหนังสือพิมพ์ด้านการศึกษาที่ก่อตั้งมาในปี ค.ศ. 1971 นั้นก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นของสื่อหนังสือพิมพ์ The Times แห่งประเทศอังกฤษ แต่ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนมืออยู่เสมอๆ ในปลายทศวรรษที่ 2000 Times Higher Education หันไปจับมือกับยักษ์ใหญ่ธุรกิจสื่อ Thomas Reuters แทน QS แต่ในต้นทศวรรษที่ 2010 Times Higher Education หันมาจับมือกับธุรกิจสิ่งพิมพ์วิชาการอย่าง Elsevier
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 45 ฉบับที่ 2 (2567)
บทบรรณาธิการ
เส้นทางความคลั่งการจัดอันดับ
ตลอดระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของยุโรปตะวันตกไล่ไปจนถึงการขยายตัวของยุโรปที่ยังนำมหาวิทยาลัยไปสู่ดินแดนในทวีปอเมริกาก็ล้วนแล้วแต่เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และศาสนา มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้ศาสนาจักรภายใต้พระผู้เป็นเจ้า มหาวิทยาลัยแบบ Ivy League หลายสถาบันของสหรัฐอเมริกาจึงมีสายสัมพันธ์กับศาสนาเป็นพื้นฐาน ปฏิบัติการขององค์กรทางศาสนาแบบคริสตจักรที่ยังปฏิบัติการภายใต้การขยายตัวของอาณาจักรคริสต์ (Christendom) มาตั้งแต่เริ่มแรกทรงพลังมาหลายร้อยปี นับตั้งแต่ยุคกลาง (Middle Age) เป็นต้นมาปฏิบัติการต่างๆ ขององค์กรทางศาสนายังได้ถูกส่งทอดไปยังองค์กรทางการเมือง
เมื่ออำนาจของศาสนาถดถอยลงในศตวรรษที่สิบเก้ามหาวิทยาลัยก็ตกเป็นเครื่องมือทางอำนาจรัฐของรัฐประชาชาติ (nation-state) มหาวิทยาลัยมีหน้าที่เสริมสร้างความยิ่งใหญ่ของอำนาจรัฐ เช่น วิศวกรรม เป็นต้น ครั้นเมื่ออำนาจรัฐค่อยๆ เปลี่ยนมือจากเหล่าอดีตชนชั้นนักรบ (warrior class) มาเป็นพื้นที่ของพ่อค้าสถาบันการศึกษาเพื่อธุรกิจก็เป็นสิ่งจำเป็น เช่น Ca’ Foscari University of Venice (1868) Wharton School of Business (1881) ที่ University of Pennsylvania สำหรับวิทยาลัยธุรกิจที่เป็นของรัฐในสหรัฐอเมริกาก็ได้แก่ Haas School of Business (1898) University of California, Berkeley เป็นต้น สาขาวิชาต่างๆ ก็ค่อยๆ อุบัติขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมอุตสาหกรรมและรัฐประชาชาติ
รัฐประชาชาติเป็นกลไกสำคัญในการขยายอำนาจของกลุ่มพ่อค้าและนายทุนที่ต้องการเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ข้อความที่ว่ารัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นจึงเป็นประโยคสำคัญของศตวรรษที่สิบเก้า การต่อสู้เพื่อให้เศรษฐกิจเป็นตัวนำและเป็นเอกเทศจากอำนาจรัฐของเหล่าชนชั้นพ่อค้าและนายทุนย่อมเป็นหนทางสำคัญ ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสังคมในทศวรรษที่ 1970 กลับเปิดทางให้การสถาปนาอำนาจของเสรีนิยมใหม่ จนทำให้เกิดประโยค ‘There is no alternative’. ความเป็นอิสสระของภาคเศรษฐกิจที่ปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของรัฐจึงเป็นไปได้มากขึ้น
การสร้าง ‘มนุษย์เสรีนิยมใหม่’ เป็นสิ่งจำเป็น การสร้างมนุษย์เสรีนิยมใหม่เป็นการทำให้อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ไม่เป็นเพียงแค่ตัวอักษรในหนังสือและวารสารวิชาการ เสรีนิยมใหม่ในฐานะวิถีชีวิตประจำวันเป็นวิถีทางสำคัญ อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่กลายเป็นชีวิตจิตใจคือปฏิบัติการที่จะต้องทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปเหมือนกับการกินอาหารหรือขับถ่าย
การทำให้มหาวิทยาลัยที่ตอบสนองต่อศาสนจักรและต่อมารัฐประชาชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นการตอบสนองต่อระบบตลาดเสรีคือสิ่งจำเป็น อุดมการณ์โลภาวิตน์ (globalization) คือปฏิบัติการสำคัญของทุนนิยมของโลกพูดภาษาอังกฤษ (English speaking capitalism) ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอกในการทะลุทะลวงดินแดนต่างๆ ตั้งแต่ยุโรปเหนือไปจนถึงเหล่าประเทศยากจนทั้งหลาย มหาวิทยาลัยในฐานะตัวขับเคลื่อนรัฐที่สำคัญที่เคยปฏิบัติการแบบองค์กรรัฐจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นแบบองค์กรเอกชน โดยการปรับตัวนี้ก็พร้อมจะเป็นหน่วยปฏิบัติการให้กับเสรีนิยมภายใต้นามแบบ ‘agency’
วิถีปฏิบัติที่เคยตอบสนองต่อสาธารณะประโยชน์ตามสำนึกแบบรัฐประชาชาติต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันเพื่อแสวงหากำไร ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้องค์กรมหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเองและเสริมสร้างขีดความสามารถให้ได้ผลิตผลที่ดีที่สุดและมากที่สุด บนเส้นทางของเสรีนิยมใหม่แบบอเมริกันมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนา เมื่อตอน Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันสายเสรีนิยมใหม่คนสำคัญเดินทางไปประเทศชิลี เขาปฏิเสธปริญญากิตติมศักดิ์ที่มหาวิทยาลัยของรัฐจะมอบให้
องค์กรมหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานเพื่อสร้างผลิตผลที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ การจัดอันดับ (ranking) เป็นกลไกสำคัญเพื่อเสริมสร้างการแข่งขัน การจัดอันดับได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตประจำวัน ไม่มีอะไรที่จัดอันดับไม่ได้ ตั้งแต่รัฐประชาชาติ สถานที่ท่องเที่ยว นิตยสาร ไล่ไปจนถึงสัตว์ ทุกๆ อย่างสามารถนำมาจัดอันดับได้หมด
สำหรับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีบทบาทสำคัญก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแต่อย่างใด เพราะสถาบันการศึกษาระดับสูงจะได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยครบถ้วนหรือไม่ต่างหากที่เป็นประเด็น นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่สิบเก้าจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปัญหาของมหาวิทยาลัยว่ามี ‘มาตรฐาน’ หรือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือหรือไม่เป็นประเด็นสำคัญ สถาบันการศึกษา X สามารถเรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยหรือไม่?
มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับหรือไม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ สถาปัตยกรรมหรือตึกไปจนถึงห้องสมุด ห้องทดลอง ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ ฯลฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับในส่วนของการศึกษา เช่น มีบัณฑิตวิทยาลัย (Graduate School) เป็นต้น มหาวิทยาลัยที่สร้างใหม่ก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องสร้างตึกให้ดูเก่าประหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในยุโรป ทั้งนี้ความนิยมที่จะเรียนต่อระดับสูงในมหาวิทยาลัยของยุโรปยังเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยม ถึงแม้ว่าการศึกษาระดับปริญญาเอกจะมีปรากฎในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาในครึ่งหลังของศตวรรษที่สิบเก้าแล้วก็ตาม
การรับรองวิทยาฐานะหรือการรับรองจากหน่วยงานประเมินมาตรฐานของสถาบันการศึกษา เช่น รัฐ เป็นต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ สถาบันใดสมฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยคือเรื่องสำคัญ ดัชนีตัวไหนที่จะบ่งชี้ว่าเป็น ‘university’ หรือเป็น ‘college’ เช่น เงินทุน ขนาด ผลงานวิชาการผลิตออกมา? เมื่อ Edwin Emery Slosson (1865-1929) ผลิตผลงาน Great American Universities (1910) ในบทนำชี้ให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนของสถาบันการศึกษาชั้นสูงของสหรัฐอเมริกาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ศิษย์เก่าที่จบไปแล้วกลับมาก็ไม่อยากเชื่อในการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัย (p. vii)
คำกล่าวของเหล่าอดีตอธิการบดี Harvard University ก่อนหน้า Charles William Eliot ที่กล่าวในโบสถ์ว่าพระผู้เป็นเจ้า “bless Harvard College and all inferior institutions” นั้นไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ปริมาณนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น มหาวิทยาลัยในภูมิภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและเมืองใหญ่ๆ ขยายตัวอย่างมาก (p.1) การท้าทายจากมหาวิทยาลัย ‘เกิดใหม่’ เป็นไปได้เสมอ แม้ว่าจะไม่ใช่สาขาวิชาดั้งเดิม วิศวกรรมไม่ใช่วิชาของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ แต่เป็น เช่น Massachusetts Institute of Technology เป็นต้น
การเปรียบมหาวิทยาลัยสำคัญๆ ของสหรัฐอเมริกาโดย Slosson ในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ยี่สิบชี้ชัดว่าแผนพังและสถิติไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับสิ่ง “เทียบเคียงกันไม่ได้” (incommensurable) และ “สิ่งที่นับไม่ได้” (uncountable) (p.474) แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำเสนอเปรียบเทียบผ่านตัวเลข ถึงกระนั้นสำนึกเรื่องคุณภาพว่ามหาวิทยาลัยอะไรที่ดีกว่าหรือต่ำกว่าแบบสำนึกของเหล่าอดีตอธิการบดี Harvard University ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่เลือนหายไปไหน ลำดับชั้นของสถาบันการศึกษายังคงความสำคัญ
ภายการขึ้นมามีอำนาจของสถิติหรือที่พวกอังกฤษเรียกว่า ‘political arithmetic’ ในสภาวะสมัยใหม่แบบยุโรป (European modernity) การประเมินลำดับชั้นจะมีความชัดเจนและน่าพึงปรารถนามากยิ่งขึ้นเมื่อปรากฏออกมาในรูปของตัวเลข การจำแนกสรรพสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ด้วยตัวเลขภายใต้นามการศึกษาแบบเป็นวิทยาศาสตร์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันที่ได้รับการส่งเสริมจากฝ่ายปฏิบัติการของรัฐและองค์กรเอกชน
สำหรับรัฐประชาชาติมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยเป็นสถาบันสำคัญทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร โครงการระเบิดปรมาณูภายใต้การนำของ J. Robert Oppenheimer ชี้ชัดถึงความสำคัญของมหาวิทยาลัยในการมีชัยชนะต่อศัตรู สงครามเย็น (Cold War) เพิ่มบทบาทของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ การต่อสู้ของระบบทุนนิยม-เสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ทำให้การเสริมสร้างความเป็นเลิศในทุกๆ มิติเป็นเรื่องจำเป็น การพิสูจน์ให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมเห็นว่าระบบทุนนิยม-เสรีประชาธิปไตยเหนือกว่าคือหนึ่งในเป้าหมาย
การแข่งขันทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองความเป็นเจ้าในอวกาศคือสนามประลองความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การวิจัยของมหาวิทยาลัยไม่เพียงแต่จะเพิ่มและขยายความรู้ออกไปสู่ดินแดนที่ไม่มีมนุษย์ในอดีตรู้จักเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีทางการทหาร นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้จากการวิจัยทางการทหารสามารถยังนำไปต่อยอดด้านพาณิชย์อื่นๆ ได้อีกด้วย อำนาจทางการทหารที่เป็นหัวใจของรัฐ สำหรับมหาอำนาจแบบสหรัฐอเมริกาอำนาจทางการทหารคือองค์ประกอบสำคัญ
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 45 ฉบับที่ 1 (2567)
บทนำ
การแบ่งขั้ว (polarization) ทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสังคมดำเนินไปด้วยความซับซ้อน เสรีนิยมใหม่เป็นจำเลยสำคัญของการเป็นต้นตอของปัญหา การทำทุกอย่างให้เป็นของเอกชน (privatization) ทำลายความเป็นสาธารณะ ประโยชน์ส่วนบุคคลคือเป้าหมายสำคัญของเสรีนิยมใหม่ จากการศึกษาจนถึงสาธารณสุขและบุคคลการขยายพื้นที่ความเป็นเอกชนคือวิถีทางสำคัญของการดำเนินชีวิตหนทางแห่งความเป็นเอกชนคือหนทางที่จะหลุดพ้นจากการเป็นเผด็จการเและยังเป็นหนทางไปสู่เสรีภาพของปัจเจกชน การปราศจากรัฐแทรกแซงคือหนทางแห่งความเสรี
นับตั้งแต่พระผู้เป็นเจ้าแบบเอกเทวนิยม (monotheism) ปลดปล่อยชาวยิวออกจากการเป็นทาสในอียิปต์. หลายร้อยปีแห่งการเป็นทาสของยิวจบลงด้วยการเป็นอิสระ แต้ก็ยังมีกฎเกณฑ์มากมายที่ยังควบคุมตามวิถีชีวิตแบบยิว การดำรงชีวิตอยู่อย่างปราศจากพันธนาการนั้นเป็นหนทางที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้
ระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ของความเป็นเสรีชนที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้นั้นดำรงอยู่อย่างยาวนาน แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ จาก Feudalism จนถึง Socialism ล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงพันธนาการ Friedrich August von Hayek จึงจำเป็นที่จะต้องตอกย้ำถึงภัยอันตรายของผู้คนที่ไม่เชื่อในเสรีภาพของเอกชนด้วยการปล่อยให้อำนาจของลัทธิที่พุ่งเป้าไปสู่ความเป็นส่วนรวม (collectivism) The Road to Serfdom ออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 1944 ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายของเผด็จการเบ็ดเสร็จภายใต้เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ จากการนับเวลาแบบคริสต์ในปีของการตีพิมพ์ he Road to Serfdom นั้นมาจนถึงเวลาปฏิทิน ค.ศ. 2024 ก็เป็นเวลาแปดสิบปี
สามสิบปีหลังจากการตีพิมพ์หนังสือ The Road to Serfdom ที่กล่าวเตือนถึงภัยอันตรายของบทบาทของรัฐบาลกลางที่แทกแซงเศรษฐกิจสังคมด้วยอำนาจทางการเมืองคือความสำเร็จของ von Hayek รัฐบาลกลางที่มีอำนาจมากมายอย่างนาซีและคอมมิวนิสต์คือภัยอันตรายที่ทำให้คนจำนวนมากเมื่อคิดถึงอันตรายและความโหดเหี้ยมของรัฐก็ต้องคิดถึงรัฐบาลนาซี รัฐภายใต้การนำของสตาลิน ใครๆ จึงอดคิดถึงทศวรรษที่ 1930 ไม่ได้ แม้ว่าเงื่อนไขของโลกในสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจะแตกต่างกันไป แต่ประวัติศาสตร์และความทรงจำเป็นประสบการณ์ที่ยอมรับกันได้ว่าเป็นจริงมากกว่าการคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต
การมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ให้กับ von Hayek ในปี ค.ศ. 1974 นั้นเป็นเวลาที่บ่งบอกการเริ่มการสยายปีกเสรีนิยมใหม่ เพียงแต่นักเศรษฐศาสตร์อีกคนหนึ่งที่ได้รับรางวัลร่วมกันคือ Gunnar Myrdal มักจะไม่ได้มีบทบาททางความคิดอีกต่อไป ความทรงจำที่มีต่อ Myrdal นั้นไม่ก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วๆ ไปคือการไม่อยู่ในความทรงจำ เพราะมนุษย์ด้วยกันเองจะต้องไม่จำเป็นที่จะต้องความทรงจำกับอดีตแม้กระทั่งบรรพบุรุษของตัวเอง
ถึงแม้ว่าช่องว่างที่ห่างกันมากมายระหว่างประเทศร่ำรวยและยากจนจะห่างกันออกไปเรื่อยตามแบบที่ Myrdal ได้ให้ภาพที่แสนหดหู่เอาไว้ก็ตาม สำหรับช่องว่างที่ชี้ถึงความทุกข์ยากย่อมเป็นอะไรที่ไม่น่าจดจำ นอกจากนั้นมีหลากหลายประเทศที่ไล่ตามประเทศร่ำรวยทัน แม้ว่าจะยังไม่เห็นภาพชัดในประเทศจำนวนมากก็ตาม
การเป็นคริสต์ชนที่ดีจะต้องมีความหวัง เพราะนอกจากความศรัทธา ‘caritas’ แล้วความหวังก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของคริสต์ศาสนา การมีความหวังที่ปราศจากศรัทธาย่อมทำให้ความหวังเสื่อมถอย จนทำให้ความหวังเป็นเพียงภาพอุดมคติที่พลิกผันไปจากประสบการณ์ชีวิตที่อยู่ในความทรงจำ แปดสิบปีของความหวังและความหดหู่ที่โลกอนาคตดำมืดดำเนินไปคู่กัน
ชีวิตคู่ของความหวังและความหดหู่ดำเนินไปเปรียบได้กับ ‘double movement’ สำหรับ “ทวิการเคลื่อนไหว” เป็นคำที่มาจาก Karl Polanyi ผู้ที่ในปี ค.ศ. 1944 ได้ออกหนังสือ The Great Transformation The Political and Economic Origins of Our Time ที่แปลออกมาเป็นภาษาไทย โดยภัควดี วีระภาสพงษ์ ในปี พ.ศ. 2559
ถึงแม้ว่าทั้ง von Hayek และ Polanyi ต่างเกิดที่กรุงเวียนนาในเวลาที่แตกต่างกัน ค.ศ. 1899 และ ค.ศ. 1886 ตามลำดับ เพียงแต่ Polanyi เติบโตที่กรุงบูดาเปสก่อนที่จะกลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเวียนนาก่อนที่จะอพยพมาอังกฤษในปี ค.ศ. 1933 ในขณะที่ von Hayek รับตำแหน่งที่ London School of Economics and Political Sciences ในปี ค.ศ. 1931 ในขณะที่ Polanyi ไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตกับเหล่าผู้ผลิตความรู้ชั้นนำแบบ von Hayek แต่หากินด้วยสอนหนังสือให้กับตลาดความรู้ยามค่ำคืน ชีวิตของ Polanyi ก่อนที่จะทำมาหากินกับการผลิตความรู้แบบชนชั้นนำทางการศึกษานั้นก็ตัวเลขของชีวิตก็ขึ้นเลขหกแล้ว
ทั้งสองมีจุดยืนที่เรียกได้ว่าเป็น ‘double movement’ ได้ เพียงแต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ‘double movement’ แบบ Polanyi ที่ชี้ให้เห็นถึงกการขยายตัวของตลาดและการต่อต้าน การต่อต้านที่ในโลกภายใต้อุดมการณ์ ‘Globalization’ (มากกว่าที่จะเป็น ‘mondialization’) ของเสรีนิยมใหม่คือหนทางที่ดำเนินควบคู่ไปกับอุดมการณ์เสรีนิยมแบบใหม่และความเป็นปัจเจกชนตามวิถีทางแบบ Anglo-American ที่ขยายตัวไปพร้อมกับคำศัพท์ของ Theodore Levitt มากกว่า Francois Perroux ทั้งๆ ที่ฝ่ายหลังใช้มาก่อนสองทศวรรษ เส้นทางของ ‘globalization’ ในฐานะการขยายตัวของเสรีนิยมใหม่บ่งบอกถึงอุดมการณ์ตลาด โดยจำเป็นที่จะต้องมีผู้ปฏิบัติการในตลาดแบบปัจเจกชน ‘individual’ จึงขยายตัวไปพร้อมๆ กัน เป้าหมายของการสร้างตลาดและปัจเจกชนจึงต้องไปด้วยกัน
ทวิการเคลื่อนไหวในประสบการณ์ชีวิตของทั้งสอง von Hayek และ Polanyi นั้นต่างมีเส้นทางของตัวเอง ท่ามกลางการขยายตัวของอำนาจรัฐในทศวรรษที่ 1930 ฝ่ายผู้มาจากสายตระกูลขุนนางอย่าง von Hayek เห็นถึงโลกอันสวยงามของตลาดเสรี ในขณะที่ Polanyi ผู้เติบโตมาจากครอบครัวยิวที่ทำมาหากินกับธุรกิจรถไฟกลับเห็นความไม่งดงามของการขยายตัวของตลาด ถ้าจะใช้ภาษาแบบการต่อสู้ของยุคก่อน ‘the End of History’ อำนาจของกงล้อประวัติศาสตร์ของพลังแห่งตลาดหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับการต่อต้าน การขยายอำนาจต้องเจอกับการต่อต้าน การทำลายล้างของ ‘กงล้อแห่งตลาด’ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยพลังแห่งการทำลายล้างของตลาดที่บดขยี้ทุกสิ่งที่ขัดขวาง การขยายตัวของตลาดนั้นอยู่เหนือสิ่งอื่นใด พลังแห่งการทำลายล้างจะไม่มีข้อยกเว้นให้กับอะไร แม้กระทั่งตัวเอง ทุกๆ อย่างจะถูกทำลายอย่างเท่าเทียมกัน จากธรรมชาติมาสู่สังคม รัฐ ครอบครัว ปัจเจกชน และในท้ายที่สุดก็อาจจะเป็นตลาดเอง ไม่มีอะไรที่หลุดรอดไปได้
แต่ก่อนที่จะถึง ‘วันล้างโลก’ หรือ ‘วันโลกาวินาศ’ ภายใต้การทำลายตัวเองตามวิถีการบรรยายของ Eschatology อันเป็นแนวทางของยิว-คริสต์นั้นจึงหลีกเลี่ยงความวุ่นวายไปไม่ได้ การขยายตัวของตลาดไปสู่ทุกๆ อณูในโลกนั้นกลับนำไปสู่การต่อสู้ การต่อต้าน ความขัดแย้ง การทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหรือทุกๆ ความสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องตลาดย่อมทำให้ผู้เสียประโยชน์ต่อต้าน หนทางไปสู่หายนะจำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายหยุดยั้งหรือ ‘Katechon’
สำหรับฝ่ายนิยมตลาดที่กำกับด้วยอุดมการณ์เสรีนิยมก็ย่อมต้องบรรยายถึงความคับแคบไปจนถึงล้าหลังของฝ่ายต่อต้านตลาดผู้ไม่พร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับวิถีชีวิต ค่านิยม และคุณธรรมแบบใหม่ คุณธรรมแห่งตลาดและเสรีภาพ. คุณธรรมที่ยังแสดงความเป็นอารยะนั้นทุกๆ คนในสายสัมพันธ์ทางตลาดจะได้ปฏิบัติตนในฐานะผู้ทำงาน ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ขายบริการ ผู้ให้บริการ ฯลฯ เพราะทุกๆ อย่างปฏิบัติการได้ด้วย ‘ราคา’ ที่เหมาะสมกับทุกๆ คน
อะไรที่ขัดขวางความเป็นปัจเจกชนแบบตลาดที่ทุกๆ คนต้องมีเสรีภาพและพร้อมที่จะตัดสินใจด้วย ‘rationality’ ของตัวเองอย่างสมัครใจนั้นจึงต้องถูกทำลาย ความเป็นกลุ่มก้อนแบบครอบครัว ศาสนา ชุมชน และรัฐประชาชาติ ต่างบ่งบอกถึงความเป็น ‘เผ่า’ ทั้งหมดนี้จึงต้องถูกบดขยี้เพื่อเปิดทางให้กับเสรีภาพของปัจเจกชน ในขณะเดียวกันรัฐก็จำเป็นที่จะต้องเป็นมากกว่า ‘กรรมการห้ามมวย’ เพราะจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมให้เสรีภาพแห่งความเป็นปัจเจกชนเฟื่องฟูและมั่นคง เสรีภาพของปัจเจกชนไปจนถึงเสรีภาพทางเศรษฐกิจจจะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ส่วนอะไรที่ขัดขวางเสรีภาพของปัจเจกชนแม้กระทั่งธรรมชาติและวิวัฒนาการก็จำเป็นที่จะต้องถูกย่อยสลาย ความเป็นอมตะของมนุษย์ที่จะทำให้มนุษย์ยิ่งใหญ่ประหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าจึงเป็นเป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดของปัจเจกชนตามแบบเสรีนิยมใหม่จึงเปรียบประหนึ่งการมุ่งไปสู่ ‘Eleutheria’
ถึงแม้ว่าเจตจำนงในการควบคุมอยู่เหนือธรรมชาติจะปรากฎในความคิดของ Francis Bacon ในพระคัมภีร์ไบเบิล Genesis 1:28 ต้องการให้สืบต่อสายพันธุ์พร้อมๆ กันกับการควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่การควบคุมปกครองสัตว์อื่นๆ ก็สามารถขยายไปยังการปกครองควบคุมมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัวมนุษย์เอง ความสามารถพิเศษในการควบคุมธรรมชาตินั้นรวมไปจนถึงการไม่สืบต่อพันธุ์ เสรีภาพที่ปราศจากการควบคุมจากธรรมชาติแสดงออกผ่านการไม่สืบต่อเผ่าพันธุ์ การลดลงของประชากรในประเทศร่ำรวยเป็นหนึ่งในดัชนีชี้ถึงเสรีภาพแห่งความเป็นปัจเจกชน
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 44 ฉบับที่ 3 (2566)
โลกของสงครามเย็น (Cold War) แบ่งขั้วทางการเมือง จนความต้องการที่จะไม่อยู่ในขั้วใดขั้วหนึ่งเป็นความใฝ่ฝันของหลากหลายประเทศที่พึ่งได้รับการปลดปล่อยจากระบบอาณานิคมคนคริสต์ผิวขาว แต่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายสังคมนิยมทำให้พัฒนาการของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ถูกกำกับด้วยแนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ผงาดขึ้นมาในทศวรรษที่ 1990 “เสียงประชาชน” ตามแนวทางสังคมนิยมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่เหลือแม้กระทั่งความทรงจำของคนที่เติบโตในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เพียงการแบ่งขั้ว (polarization) ไม่ได้มีแค่การเมือง แต่ยังคงความเหนียวแน่นของการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจสังคม (economic & social polarization) ไว้ตามเดิม
การล่มสลายของรัฐขนาดใหญ่สังคมนิยมนำไปสู่เส้นทางของรัฐใหม่ๆ จำนวนมาก เช่น เอเชียกลาง เป็นต้น เพียงแต่ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม (liberal international order) ที่ครองอำนาจภายใต้อุดมการณ์โลกาภิวัตน์กลับเปิดโอกาสให้พลังของเสรีนิยมใหม่ขยายตัว แต่การขยายตัวของเสรีนิยมใหม่กลับทำให้พลังชาตินิยมค่อยๆ มีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นในหลากหลายพื้นที่ เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น กระแสธารของการต่อต้านระเบียบโลกเสรีนิยมภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาปรากฎออกมาในหลากหลายรูปแบบ สหรัฐอเมริกาทำให้ผู้คนในดินแดนนอกยุโรปที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นรู้สึกว่า “ยุโรปเลวแล้ว และอเมริกาก็เลวกว่า” มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น Eduardo Galeno (1940-2015) นักเขียนปัญญาชนจากอุรุกวัยคือหนึ่งในผู้ยืนหยัดความคิดนี้
เพียงแต่ความเลวร้ายของจักรวรรดิไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหรัฐอเมริกา แต่ยังรวมไปถึงเหล่าประเทศมหาอำนาจที่ทรงไว้ซึ่งอำนาจของอาวุธนิวเคลียร์ เช่น รัสเซีย จีน เป็นต้น แนวทางการเป็นผู้นำของเหล่ามหาอำนาจจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะปรากฎภาพของการเป็นพระเอกและผู้ร้ายตามแบบโลกสงครามเย็น จากการรุกรานของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนโดยมหาอำนาจหรือแม้กระทั่งกระทำโดยมหาอำนาจเองทำให้ผู้คนรับรู้ว่าองค์กรระหว่างประเทศที่เหล่ามหาอำนาจตั้งขึ้นไม่สามารถปฏิบัติการตอบโต้อะไรได้ ตราบใดก็ตามที่ปราศจากการสนับสนุนจากมหาอำนาจ จนทำให้การกำหนดชีวิตตัวเอง (self-determination) อย่างเป็นเอกเทศนั้นเป็นอะไรที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
สำหรับประเทศที่ต้องการเป็นเอกเทศและต้องการกำหดนชะตากรรมได้ด้วยตัวเองนั้นการต่อสู้ดำเนินไปในหลากหลายรูปแบบ เช่น การรวมตัวกันของประเทศที่พึ่งขึ้นมามีอำนาจทางเศรษฐกิจ การต่อต้านซากเดนของระบบอาณานิคมที่ยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ระเบียบโลกที่ควบคุมโดยเหล่าอดีตประเทศเจ้าอาณานิคม จากกรอบความคิด ‘Postcolonial’ ไปจนถึง ‘Decoloniality’ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นวิถีทางของการต่อสู้ที่อุบัติขึ้นบนทวีปต่างๆ จากแคว้นเบงกอล (Bengal) ของอินเดียมาถึงแอฟริกาไล่มาจนถึงดินแดนที่ราบสูงแอนดิส (Andes) และหมู่เกาะในทะเลคาริบเบียน เป็นต้น เส้นทางของการต่อสู้ดำรงของเหล่าผู้ต้องการปลดปล่อย (liberation) ตามเส้นทางของ ‘messiah’ ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
รัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 44 ฉบับที่ 2 (2566)
บทบรรณาธิการ
ในปี ค.ศ. 1973 หรือ พ.ศ. 2516 หรือเมื่อห้าสิบปีที่แล้วมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในดินแดนต่างๆ เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนดีและเสียใจ ปี พ.ศ. 2516 ภาพการต่อสู้กับเผด็จการทหารยังอยู่ในความทรงจำ สงครามยอมคิบพัว (Yom Kippur) ระหว่างอาหรับและอิสราเอลนำไปสู่การลงทัณฑ์ทางเศรษฐกิจด้วยการที่ประเทศผลิตน้ำมันไม่ส่งน้ำมันให้กับเหล่าประเทศมหาอำนาจตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอล ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัว เงินเฟ้อรุกลามไปทั่วทุกหัวระแหง สงครามเวียดนามถึงแก่เวลาของการยุติ การถอนทหารสหรัฐอเมริกากลับค่อยๆ ส่งผลสะเทือนต่อประเทศต่างๆ ศาลสูงสหรัฐเปิดทางให้กับการทำแท้งด้วยคำตัด Roe V. Wade ชัยชนะของผู้หญิงต่อร่างกายของตัวเอง
ในซีกโลกใต้วันที่ 11 กันยายน รัฐบาลสังคมนิยมของประธานาธิบดี Salvador Allende ถูกรัฐประหารโดย Augusto Pinochet เผด็จการทหารชิลีภายใต้การนำของ Pinochet ทำให้ผู้คนล้มหายตายไปอย่างทารุณ ความตายของฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายทหารและอนุรักษ์นิยมหลายพันคนคือบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของชิลีจากการปกครองโดยทหารและเหล่าพลเรือนที่ร่วมมือกัน ส่วนอีกหลายหมื่นคนถูกทรมาน
ถึงแม้ว่าในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1998 Pinochet ถูกควบคุมตัวที่ประเทศอังกฤษ เพราะเป็นที่ต้องการของหมายศาลหลากหลายประเทศด้วยข้อหาฉกรรจ์ สเปนต้องการตัว Pinochet ในปี ค.ศ. 1999 ศาลอังกฤษตัดสินส่งตัว Pinochet ไปขึ้นศาลสเปน แต่ในปี ค.ศ. 2000 รัฐมนตรีมหาดไทย Jack Straw ของอังกฤษตัดสินใจปล่อยตัว Pinochet กลับชิลีด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ การตัดสินใจทางการเมืองของชนชั้นนำอังกฤษจึงอยู่เหนือการตัดสินของศาล
เผด็จการ Pinochet ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้เปิดทางให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ผ่านเหล่านักเศรษฐศาสตร์ชิลีที่จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก นักเศรษฐศาสตร์ชิลีเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในนาม ‘Chicago Boys’ หลังจากชิลีเสรีนิยมใหม่ก็ถูกนำไปใช้ในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก จนทำให้ทั้งMargaret Thatcher และ Ronald Reagan กลายเป็นหัวหอกสำคัญของเสรีนิยมใหม่
ฝ่ายสนับสนุนเผด็จการทหารกล่าวถึงความเลวร้ายของรัฐบาลมาร์ซิสของ Allende ในการทำให้เศรษฐกิจชิลีพังพินาศ เสรีนิยมใหม่เป็น “ยา” ถอนพิษ ความสำเร็จของชิลีในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจผ่านแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่คือประจักษ์พยาน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคือดัชนีแห่งความภาคภูมิใจ เศรษฐกิจชิลีดีและมีเสถียรภาพ
ในปี ค.ศ. 2010 ในช่วงเวลาของประธานาธิบดี Michelle Bachelet ชิลีเข้าเป็นสมาชิก Organisation for Economic Co-Operation and Development หรือ OECD ชิลีเป็นประเทศแรกของอเมริกาใต้ที่เป็นสมาชิก แต่การเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศมีฐานะไม่ได้หมายความว่าผู้คนในประเทศนั้นๆ จะมีฐานะดีไปด้วย ถึงแม้ว่าความยากจนจะลดลง แต่ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและการกระจายความมั่งคั่งยังเป็นปัญหาสำคัญ การแบ่งขั้วทางการเมือง (political polarization) ดำเนินไปพร้อมกับการแบ่งขั้วทางชนชั้น (class polarization)
ปัญหาการแบ่งขั้วเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ แม้กระทั่งในประเทศร่ำรวยอย่างยุโรป เช่น สวีเดน สเปน เป็นต้น ระดับที่อ่อนลงไปก็ได้แก่ อิตาลี เยอรมนี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ความเกลียดชังต่อสถาบันพื้นฐานของสังคมการเมืองเพิ่มปริมาณมากขึ้น ประชานิยม (populism) ทั้งซ้ายและขวามีมากขึ้น ถึงแม้ว่าการแบ่งขั้วจะปรากฏมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แต่ความเข้มข้นทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การแบ่งขั้วทำให้เกิดความไม่แน่นอนซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจ
ครั้นเมื่อรัฐไม่สามารถที่จะทำให้ผู้คนเชื่อมั่นเพราะหมดศรัทธาก็ทำให้บรรษัทขนาดใหญ่ต่างๆ ต้องออกแรงในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสังคมหรือลูกค้า บทบาทของ CSR (Corporate Social Responsibility) จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการตลาดที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของบรรษัทต่างๆ เหล่านี้ดูน่าเชื่อถือ ถึงแม้ว่ามือหนึ่งจะถือบัญชีธนาคาร แต่อีกมือหนึ่งถือคัมภีร์ของการเป็นคนดี วิถีแห่งศีลธรรมจึงอยู่ในมือของบรรษัทขนาดใหญ่ เสรีนิยมใหม่ที่ให้ทุกอย่างอยู่ในวิถีแห่งเศรษฐกิจและเอกชนจึงกลายเป็นผู้ชี้ทางสว่างด้านศีลธรรมให้กับสังคมไปโดยปริยาย
สำหรับในชิลีปัญหาการแบ่งขั้วทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเห็นว่าเหล่าคนรวยได้ประโยชน์จากอำนาจเผด็จการทหารที่ออกแบบไว้ผ่านรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาโดยเผด็จการทหาร หนทางแก้ไขปัญหาประเทศก็คือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเผด็จการทหารมีมาตลอด แต่การประท้วงในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019 จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 เปิดทางให้ยอมรับประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการทหารที่ใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 จากการประท้วงการขึ้นราคาค่าโดยสารขนส่งสาธารณะจากเหล่าวัยรุ่นลุกลามกลับไปสู่ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงประเทศและรัฐธรรมนูญ
แต่ในวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 2022 ชาวชิลีออกมาลงมติปฎิเสธรัฐธรรมนูญที่กล่าวกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้า (progressive) ฉบับหนึ่งของโลก ทั้งๆ ที่ในปี ค.ศ. 2020 คนประมาณเกือบ 80% ลงคะแนนเสียงสนับสนุนการมีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่พอมาถึงลงมติรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปรากฏว่าประมาณ 62% ปฏิเสธรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลิตภัณฑ์ทางการเมืองของเผด็จการทหารที่มีอายุเกือบครึ่งศตวรรษยังคงดำรงอยู่ต่อไป
แต่ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเผด็จการทหารยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่การเลือกตั้งที่จะให้ใครไปร่างรัฐธรรมนูญนั้นปรากฎว่าพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้เสียงไป โดยพรรคริพับบลิกัน (Republican Party) ของ Jose Antonio Kast ได้คะแนนไปประมาณ 35% ในขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายของประธานาธิบดี Gabriel Boric ได้ไปประมาณ 29% ทั้งหมดเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023 กระแสฝ่ายอนุรักษ์นิยมตีกลับ ห้าสิบปีผ่านไปการต่อสู้ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด การต่อสู้เพื่อแย่งชิงการสร้างรัฐธรรมนูญคือความหวัง
ครั้นมองไปยังซีกโลกเหนือการกลับคำตัดสิน Roe V. Wade ของศาลสูงสหรัฐในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2022 หมายถึงพลังอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสหรัฐอเมริกา อำนาจของอนุรักษ์นิยมทรงพลังมาพอที่จะหมุนเวลากลับไปสู่โลกก่อนหน้า ปี ค.ศ. 1973 พลังของศาลในการตัดสินชีวิตของผู้คนในรัฐไปจนถึงนอกรัฐกลายเป็นกลไกสำคัญ อำนาจศาลสามารถต้านทานอำนาจทางการเมืองที่พร้อมจะเป็นเผด็จการเสียงส่วนใหญ่ได้
เส้นทางการปกครองโดยศาลหรือ ‘ตุลาการธิปไตย’ (juristocracy) กลายมาเป็นกลไกทางการเมืองที่สำคัญตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ยี่สิบไล่มาจนถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เพียงแต่เมื่อให้ตุลาการธิปไตยปฏิบัติการทางการเมืองก็ทำให้หนทางไปสู่ชราธิปไตย (gerontocracy) เป็นไปได้มากขึ้น เพราะผู้อยู่ในระดับศาลสูงสหรัฐอเมริกามักจะไม่ใช่คนอายุน้อย
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 44 ฉบับที่ 1 (2566)
การล้มล้างรัฐธรรมนูญเผด็จการทหารที่เป็นมรดกตกทอดของ Augusto Pinochet ไม่ประสบความสำเร็จในชิลี หนทางของกระแสหลังเสรีนิยมใหม่ (Post-Neoliberalism) หรือ “กระแสคลื่นสีชมพู” (pink tide) สั่นคลอน ถึงแม้ว่าอดีตผู้นำแรงงานขวัญใจของผู้คนจำนวนหนึ่งของบราซิลจะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีในครึ่งหลังของปี ค.ศ. 2022 แต่นักการเมืองที่ต่อต้านเสรีนิยมใหม่ในลาตินอเมริกาไม่ได้มีแค่ที่เดียว
สำหรับบราซิลแนวทางของประธานาธิบดีขวัญใจผู้ใช้แรงงานกลับไม่ได้มีความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ที่ทรงพลังเปรียบประหนึ่งดาราในระดับนานาชาตินั้นไม่จำเป็นที่จะต้องสอดคล้องกับภาพภายใน ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีบราซิลผู้นี้มีจุดยืนชัดเจนในปัญหาความขัดแย้งในยุโรปตะวันออก เส้นทางแบบอเมริกาแบบที่รับรู้กันผ่านสื่อต่างๆ ในโลกไม่ใช่จุดยืน แต่บราซิลก็ใหญ่เกินไปกว่าที่ใครจะต่อต้านได้ง่ายๆ ความหวังของการเข้าไปมีบทบาทในคณะมนตรีความมั่นคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายเฉกเช่นเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ที่มีแรงปรารถนาแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ญี่ปุ่น หรืออินเดีย
สำหรับผู้ต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับก้าวหน้าของชิลีที่มีผู้คนสารพัดเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างนั้นบางคนเห็นว่ารัฐธรรนูญฉบับนี้เป็น “คอมมิวนิสต์” โดยคนที่ต่อต้านไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ภายใต้กระบอกเสียงจาก “วิทยุเสียงประชาชน” สำหรับผู้คนที่เกิดตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 อาจจะต้องสงสัยว่า นี่กำลังพูดถึงอะไรอยู่? เพราะในระเบียบโลกเสรีนิยม (liberal international order) ที่อยู่ใต้การนำของสหรัฐอเมริกาคำๆ นี้ได้กลายเป็น “ไดโนเสาร์เต่าล้านปี” ไปแล้ว หลายๆ คนก็อาจจะสงสัยได้อีกเช่นกันว่าอะไรคือ “ไดโนเสาร์เต่าล้านปี”
สำหรับในเอเชียตะวันออก “กระแสคลื่นสีชมพู” ที่ต่อต้านเสรีนิยมใหม่ในหมู่นักการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถึงแม้ว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนจะขยายตัวอย่างมาก พร้อมๆ กันกับการถดถอยของสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ที่อยู่ในมือของทุนเอกชน ภายใต้ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกทำให้เส้นทางของเสรีนิยมใหม่ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาผ่านกลไกและสถาบันต่างๆ ประสบความสำเร็จ จากมิติทางเศรษฐกิจไปจนถึงมิติทางวัฒนธรรม
สำหรับหลายต่อหลายคนการเดินตามสหรัฐอเมริกาและเสรีนิยมใหม่บ่งบอกถึงความปลอดภัยและสามารถนำไปสู่ความสำเร็จ หนทาง “ความฝันอเมริกัน” (American dream) ขยายตัวไปทั่วจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ความฝันอเมริกัน” ที่ไม่ได้จำกัดเพศ จำกัดวัย จำกัดสีผิว คือเส้นทางใหม่ของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด จาก Frederick Terman หรือ “บิดาแห่งซิลิค่อนแวลเล่ย์” กับผลงานของ USAID กับการก่อตั้ง KAIST (Korea Advanced Institute of Science and Technology) จนถึงการขยายตัวของคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแต้นต์ (ตลอดระยะเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมา) ถึงแม้ว่าปริมาณของคนหนุ่มสาวที่ยึดมั่นในศาสนาจะลดลง ไล่ไปจนถึงความสำเร็จในวงการบันเทิงบนชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ฯลฯ พิสูจน์ให้เห็นว่าการเดินตามเส้นทางเสรีนิยมอเมริกันผลลัพธ์เป็นอย่างไร
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 43 ฉบับที่ 3 (2565)
บทบรรณาธิการ
มหาวิทยาลัยแต่ละยุคแต่ละสมัยมีบทบาทที่แปรเปลี่ยนไปตลอด ความต้องการเป็นอิสระของชุมชนนักวิชาการอาจจะเป็นแรงปรารถนา (desire) ที่สร้างอุดมคติที่สำคัญให้ มหาวิทยาลัยในยุโรปที่เคยรับใช้พระผู้เป็นเจ้าหมดบทบาทค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากผู้รับใช้พระผู้เป็นเจ้ามาเป็นผู้รับใช้รัฐประชาชาติ ภายใต้ระเบียบโลกเสรีนิยม (liberal world order) ที่ปฏิบัติการบนเส้นทางของเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ทำให้เป้าหมายของมหาวิทยาลัยต้องรับใช้คนกลุ่มใหม่ มหาวิทยาลัยต้องรับใช้ภาคธุรกิจเอกชนและตลาด ในทศวรรษที่ 1990 มหาวิทยาลัยในฐานะการผลิตสินค้าเพื่อตลาดเป็นแนวความคิดที่ได้รับการส่งเสริมโดยธนาคารโลก เส้นทางของการสร้างมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นของรัฐอีกต่อไปแสดงถึงวิถีปฏิบัติแบบเสรีนิยมใหม่ที่ต้องการลดบทบาทรัฐให้เหลือน้อยที่สุด
การศึกษาในฐานะสินค้า (commodity) ในตลาดภาคบริการเป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาระดับสูง การศึกษาระดับสูงจะเป็นเรื่องของเอกชน ส่วนตัว ตัวเลือก มากกว่าประโยชน์สาธารณะ (public good) ถึงแม้ว่าองค์กรระหว่างประเทศจะตอกย้ำการศึกษาเป็นเรื่องของสิทธิก็ตาม เพียงแต่สิทธิเหล่านี้ไม่ได้ขยายไปถึงการศึกษาระดับสูง สิทธิด้านการศึกษาดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นพลเมืองของรัฐประชาชาติ ในขณะที่ตามกรอบคิดของเสรีนิยมใหม่การศึกษาระดับสูงที่ฝึกอาชีพนั้นดำเนินไปเพื่อการไต่เต้าทางชนชั้นและความก้าวหน้าในชีวิตของปัจเจกชน เมื่อการไต่เต้าทางชนชั้นเพื่อการมีชีวิตที่ดีกว่าผ่านการศึกษาก็ทำให้การศึกษาในฐานะเครื่องมือในการเลี้ยงชีพและไต่เต้าทางชนชั้นกลายเป็นวิถีทางสำคัญที่ได้รับความนิยม ตลาดการศึกษาที่ขยายตัวทำให้การศึกษาในฐานะอุตสาหกรรมดำเนินไปเพื่อตอบสนองตลาดของมวลชนขนาดใหญ่
นับตั้งแต่ยุคอาณานิคมไล่มาจนถึงระเบียบโลกเสรีนิยมสังคมแอตแลนติคเหนือ (North Atlantic Societies) เป็นศูนย์กลางของโลก โดยในสังคมแอตแลนติคเหนือก็ยังมีลำดับชั้นและอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน เช่น สหรัฐอเมริกา สเปน เป็นต้น ผู้คนจากดินแดนต่างๆ ในโลกต้องการแสดงตัวและเรียนรู้วิถีชีวิตตลอดจนความรู้ต่างๆ จากสังคมแอตแลนติคเหนือ การศึกษาของสังคมแอตแลนติคเหนือกลายมาเป็นต้นแบบและศูนย์กลางอำนาจที่กำหนดระเบียบ/ชุดความรู้ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศพูดภาษาอังกฤษที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอกสำคัญในการเผยแพร่วิถีชีวิตเสรีนิยมใหม่ โดยพลังของทุนนิยมพูดภาษาอังกฤษนั้นยังรวมดินแดนซีกโลกใต้ เช่น ออสเตรเลีย นิว ซีแลนด์ เป็นต้น เอาไว้ด้วย
การศึกษาในฐานะสินค้าของทุนนิยมพูดภาษาอังกฤษเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ เพียงแต่ผู้บริโภคหรือใช้บริการสินค้าการศึกษาของทุนนิยมพูดภาษาอังกฤษนั้นกลับต้องเดินทางไปใช้บริการสินค้าทางด้านการศึกษาในสังคมเหล่านั้นเอง การได้มีโอกาสใช้ชีวิตในต่างแดนที่ยังต้องใช้เงินในการดำรงชีพยังเปิดโอกาสให้การรับเอาวิถีชีวิต ค่านิยม ฯลฯ ของดินแดนนั้นๆ เป็นไปได้ง่ายมากขึ้น นักศึกษาต่างชาติเป็นแหล่งเงินสำคัญในการนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ
เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นองค์กรทางธุรกิจก็หมายความว่าการบริหารงานแบบรัฐจึงเป็นวิถีทางที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ในมหาวิทยาลัยการบริหารแบบภาคเอกชนจำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ วัฒนธรรมองค์กรมหาวิทยาลัยต้องดำเนินการไปในแบบบริษัทเอกชนที่ต้องการการควบคุมดูแลการผลิต การควบคุมดูแลตรวจสอบแบบเอกชนและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการศึกษากลายเป็นสิ่งสำคัญ มหาวิทยาลัยที่ทันสมัยจึงอยู่ที่การเปลี่ยนให้มีความเป็นองค์กรธุรกิจ
องค์กรธุรกิจที่อยู่ในตลาดนั้นต้องมีจิตวิญญาณของการแข่งขัน เมื่อมหาวิทยาลัยต้องเข้ามาในตลาดที่มีการแข่งขันก็ทำให้การจัดอันดับ (ranking) เป็นการประเมินค่าผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ ด้วยการจัดอันดับสินค้าอย่างมหาวิทยาลัยผู้บริโภคจะได้รู้ว่าตัวเองนั้นเหมาะสมที่จะบริโภคสินค้าระดับใด โดยลูกค้าที่สนใจอันดับมหาวิทยาลัยเหล่านี้ส่วนมากก็จะเป็นลูกค้าต่างชาติที่ห่างไกลออกไป ลูกค้าต่างชาติที่มักจะไม่มีความรู้ว่าสินค้าตัวไหนในต่างแดนมีคุณภาพนั้นจึงต้องการการคำแนะนำ โดยในท้ายที่สุดลูกค้าที่มาจากต่างแดนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเข้าร่วมกลุ่มชนชั้นนำระดับโลกหลังจากผ่านการศึกษามหาวิทยาลัยระดับโลก การอพยพย้ายถิ่นของผู้มีความรู้ความสามารถระดับโลกไปยังดินแดนที่มั่งคั่งจึงเป็นเส้นทางสำคัญ
ในสหรัฐอเมริกาการจัดอันดับมหาวิทยาลัยขยายตัวอย่างมากในต้นทศวรรษที่ 1980 เพียงการจัดอันดับยังเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่เมื่อการศึกษาเป็นสินค้าสำคัญสำหรับเศรษฐกิจภาคบริการในโลก การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกเป็นกลไกในการเสริมสร้างการแข่งขัน โดยหน่วยงานสำหรับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็มีอยู่อย่างหลากหลาย เช่น Academic Ranking of World Universities (Shanghai Jiao Tong University Ranking) The Time Higher Education World University (THE) Quacquarelli Synmonds (QS) เป็นต้น โดยการจัดอันดับของ The Time Higher Education World University เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2004
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยถึงแม้ว่าจะเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลก แต่การจัดอันดับที่บ่งบอกความไม่เท่าเทียมกันทำให้ผลักดันที่ทำให้มหาวิทยาลัยในอันดับรองๆ ต้องการจะทะยานขึ้นมา การจัดอันดับทำให้ภาพการแข่งขันชัดเจน ใครอยู่ในอันดับใด? ใครเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ? เพียงแต่ยามเฝ้าประตู (gatekeeper) ของการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำก็มักจะเป็นผู้วางกฎระเบียบว่าใครจะเข้าใครจะออก การจะรักษาอันดับของมหาวิทยาลัยไว้นั้นต้องการเงินมหาศาล การจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกได้ต้องการเงินมากกว่า 2-3 พันล้านดอลล่าร์ โดยยังไม่ต้องพิจารณากองทุน (endowment) ที่มหาวิทยาลัยมี ความมั่งคั่งของมหาวิทยาลัย (ทั้งแบบที่เป็นทุนเดิมและทุนใหม่) ในมิติต่างๆ ทำให้การรักษาสถานะของความเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกเป็นเรื่องปกติ สำหรับพวกอยู่อันดับรองๆ ก็ทำให้ได้ด้วยการรักษาสถานะให้ไม่ต้องตกต่ำไปกว่านี้ก็พอ
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 43 ฉบับที่ 2 (2565)
ในทศวรรษที่ 2020 ประสบการณ์สงครามเย็นมักจะเป็นเรื่องของคนเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนเกิดก่อนหน้านั้นส่วนใหญ่ก็มักตายกันไปมากมายแล้ว สงครามเย็นเป็นวิถีชีวิตของคนเกิดหลังสงครามโลกจนถึงทศวรรษที่ 1970 โดยประมาณ แต่สงครามเย็นที่ยังไม่ตายจะได้กลายมาเป็นวิถีชีวิตของผู้คนรุ่นเกิดในปลายศตวรรษที่ยี่สิบเป็นต้นมา สงครามเย็นใหม่ (New Cold War) ไม่ว่าจะเริ่มต้นเมื่อใดตามความคิดของนักประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ตาม [เพราะการแบ่งยุค (periodization) เป็นปัญหาสำคัญของการทำมาหากินของนักประวัติศาสตร์] หรือคำๆ นี้จะเหมาะสมหรือไม่ก็ตาม ความหวาดกลัวต่อสงครามทำลายล้างโลกไปจนถึงระดับสงครามนิวเคลียร์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ภาพยนตร์ของ Christopher Nolan เรื่อง ‘Oppenheimer’ (2023) อาจจะช่วยตอกย้ำความน่ากลัวของสงครามปรมาณู ประโยค “Now I am become Death, the destroyer of worlds.” เป็นผีที่มาหลอกหลอนผู้คน
สำหรับโครงสร้างประชาน (cognitive structure) ของคนที่เกิดในทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมาสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้ว วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นเพียงฟอลซิล ทุนนิยมยังไม่ได้ถูกทำลาย แต่กลับแข็งแกร่งและทรงพลังมากขึ้นกว่าเดิม ชัยชนะของทุนนิยม เสรีประชาธิปไตย ได้รับการสรรเสริญ สำหรับคนบางคนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น
คำว่าทุนนิยมมักจะไม่อยู่ในพจนานุกรมของผู้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบนี้ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักบางคนจึงไม่เลือกใช้คำๆ นี้ เฉกเช่นเดียวกันกับนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมักจะไม่เลือกใช้คำว่าเสรีนิยมใหม่ อะไรคือเสรีนิยมใหม่จึงกลายเป็นข้อโต้แย้งทางอุดมการณ์ แม้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์จะเป็นอุดมการณ์แบบหนึ่งในสายตาของคนบางคนก็ตาม
ในต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดคลื่นความหนาวเย็นของสงครามเย็นที่กลับร้อนระอุนั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ประเด็นการขยายตัวของ NATO ออกนอกบริเวณเดิมๆ ปรากฏเด่นชัด แม้ว่าความคิดเรื่องการขยายตัวของ NATO เป็นอะไรที่เห็นได้มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ยี่สิบ เพียงแต่การขยายตัวของ NATO ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในยุโรปอีกต่อไป เช่น การ ‘บุก/แทรกแซง’ ลิเบีย ( ค.ศ. 2011) เป็นต้น การขยายอำนาจของจีนก็ยังเป็นปัญหาของ NATO พลังของสังคมและความคิดแบบแอตแลนติคเหนือ (North Atlantic Society) ขยายตัวไปอย่างมากผ่านพลังโลกาภิวัฒน์ที่มอบความอภิวัฒน์ทางชนชั้นให้กับคนบางกลุ่ม เช่น นักธุรกิจด้านการเงิน เป็นต้น
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงครามเย็นในเอเชียนำไปสู่สงครามในหลายต่อหลายที่ เช่น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม เป็น นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ยี่สิบเป็นต้นมาการขึ้นมามีอำนาจของเผด็จการจีน (คอมมิวนิสต์) ในเอเชียตะวันออกทำให้สงครามเย็นในเอเชียตะวันออกร้อนระอุมากยิ่งขึ้น การแข่งขันกันของมหาอำนาจเป็นวิถีชีวิตที่สำคัญของคริสเตียนยุโรปผิวขาว
ประวัติศาสตร์ยุโรปเป็นการต่อสู้เพื่อการขยายอำนาจที่เริ่มจากการขยายตัวของอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า (Kingdom of God) สัญลักษณ์ “จักร” หรือ “ล้อรถม้า” ที่หมุนไปบนพื้นที่ต่างๆ แสดงถึงการขยายขอบเขตอำนาจ แต่อำนาจไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็มีขึ้นมีลง จากโปรตุเกส สเปน สวีเดน ไล่มาถึงอังกฤษ ต่างเป็นตัวอย่างที่ดี เพียงแต่ใครๆ ก็อยากจะรักษาตำแหน่งสูงสุดของห่วงโซ่อำนาจ
ในปลายศตวรรษที่สิบเก้าการขึ้นมามีอำนาจของสหรัฐอเมริกาสั่นสะเทือนสถานะมหาอำนาจของอังกฤษ โดยก่อนหน้านั้นก็คือการขยายอำนาจของเยอรมนีในทศวรรษที่ 1880 เมื่อเยอรมนีต้องการเป็นจักรวรรดิเช่นเดียวกันกับมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรป เช่น เบลเยี่ยม เป็นต้น การแข่งขันกันเพื่อขยายอำนาจของอังกฤษต้องเผชิญกับสหรัฐอเมริกาในทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ เมื่ออังกฤษต้องการขยายอำนาจออกไปครอบครองพื้นที่นอกเหนือ ‘British Guiana’ นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่สิบเก้า เนื่องด้วยดินแดนที่ปัจจุบันคือเวเนซูเอล่านั้นมีทั้งทองและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อีกมากมาย
การเผชิญหน้ากันของอังกฤษและเหล่าอดีตประเทศอาณานิคมลาตินอเมริกากลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวเนซูเอล่าดึงเอาสหรัฐอเมริกาเข้ามาปกป้องตาม ‘Monroe Doctrine’ ในการต่อสู้กับการขยายอำนาจของอังกฤษ พลังอำนาจของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี Grover Cleveland กดดันให้อังกฤษเซ็น ‘Treaty of Arbitration’ (1897) เพียงแต่สันติภาพและข้อตกลงที่อยู่ในกระดาษไม่ได้ส่งผลจริงจัง ความขัดแย้งดำเนินมาจนถึงทศวรรษที่ 1960 เมื่อมีการตกลงกันระหว่างเวซูเอล่า บริติชกียาน่า และอังกฤษ ใน ‘Geneva Agreement’ (1966)
การขยายอำนาจของสหรัฐเล็กๆ อเมริกากลายมาเป็นสหรัฐใหญ่ๆ อเมริกาจากฝั่งแอตแลนติคไปจนถึงแปซิฟิคนั้นไม่ได้หยุดที่รัฐวอชิงตันและอลาสก้า แต่ยังขยายตัวเข้ามาในมหาสมุทรแปซิฟิค ความจำเป็นของการพิทักษ์ผลประโยชน์ของดินแดนฝั่งแปซิฟิคทำให้เกิดคำถามว่าจะครอบครองอดีตหมู่เกาะแซนวิช (Sandwich Islands) ดีหรือไม่กลายมาเป็นประเด็นสำคัญ ในปลายศตวรรษที่สิบเก้าความหวาดวิตกต่อการขยายตัวของรัฐจีนที่ในประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยการขยายดินแดนนั้นก่อให้เกิดความหวาดวิตกว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจีนไม่ได้อ่อนแออีกต่อไป
ความคิดทางด้านภูมิการเมือง (geopolitics) ในปลายศตวรรษที่สิบเก้าไปบ้าง เพราะไม่ใช่จีนที่ขยายอำนาจแต่เป็นญี่ปุ่นที่กลายมาเป็น “ภัยเหลือง” (Yellow Peril) ในสายตาของเหล่าคริสเตียนผิวขาว การขยายอำนาจของญี่ปุ่นทำให้การเผชิญหน้ากับสหรัฐอเมริกาจบลงด้วยสงครามมหาเอเชียบูรพาที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ต่อพลังมหาอำนาจแองโกล-อเมริกัน (Anglo-American) แต่ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือญี่ปุ่นประเทศในเอเชียตะวันออกเป็นปัญหาสำหรับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายอำนาจทางทะเล การขยายอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องปกป้องเขตอิทธิพลและผลประโยชน์ของตัวเอง การปกป้องเขตแดน (territorial imperative) มักจะถูกยกขึ้นมาว่าเป็นธรรมชาติของสัตว์และมนุษย์
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: ผู้ที่สนใจตัวเล่มฉบับเต็มของวารสารสามารถติดต่อได้ที่ polscitu.jr@gmail.com
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 43 ฉบับที่ 1 (2565)
บทบรรณาธิการ
ในทศวรรษที่ 1990 เมื่อเสรีนิยมใหม่ขยายตัวอย่างมากหลังการล่มสลายของสังคมนิยมภายใต้นามของโลกาภิวัตน์ (globalization) หรือจะโลกานุวัตน์ ความฝันที่จะให้ทุกๆ คนได้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตลาดในส่วนต่างๆ ของโลกเป็นโครงการสำคัญ ประเทศต่างๆ จะถูกยึดโยงเข้ากับระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเสรีนิยม ระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสรีนิยมที่ใช้กลไกทางสถาบันต่างๆ เข้าจัดระเบียบควบคุม
ทุกๆ มิติจากรัฐไปจนถึงชีวิตประจำวันและการประกอบธุรกิจเพื่อหวังผลกำไรนั้นเป็นแรงขับสำคัญ ความเป็นเอกพันธุ์ทางวัฒนธรรม (cultural homogenization) ที่มียุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) หรือสังคมแอตแลนติคเหนือเป็นศูนย์กลางคือพลังสำคัญทางวัฒนธรรม เส้นทางของการบรรจบกัน (convergence) เป็นความหวังที่ไม่ได้แตกต่างไปจาก Katholikos ที่บ่งบอกถึงทั้งหมดและความเป็นสากล จาก Modernization จนถึง globalization สภาวะที่สอดคล้องกัน (synchronicity) ทำให้ระเบียบโลกทรงประสิทธิภาพ
ความหวัง (hope) อันเป็นรากฐานสำคัญของเทววิทยาคริสต์ศาสนาย่อมทำให้อนาคตที่สดใส่เป็นภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กรอบความคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบไหลรินลงมา (trickle-down) หลังจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นภาพที่งดงาม ความงดงามที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลนิยมที่จะมอบให้กับโลก แต่ความหวังมักจะพังทลาย ตลอดระยะเวลาหลังจากความถดถอยของสวัสดิการไปจนถึงช่องว่างระหว่างคนรวยและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้นสั่นสะเทือนความหวังเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งว่าช่องว่างทางชนชั้นที่ไม่ห่างมากหลังสงครามครั้งที่สองที่เศรษฐกิจขยายตัวนั้นไม่ได้เป็นภาพตัวแทนที่ดีทางประวัติศาสตร์ ช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงทศวรรษที่ 1970 เป็นเรื่องพิเศษ
ทศวรรษที่ 1970 อันเป็นเวลาของการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกแบบใหม่ทำให้ภาพของความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลกมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในประเทศโลกที่หนึ่ง เช่น Immanuel Wallterstein เป็นต้น ถึงแม้ว่าความไม่เท่าเทียมกันจะได้รับการกล่าวถึงในประเทศโลกที่สามมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1940 แล้ว เช่น Raul Prebisch และ Hans Singer เป็นต้น ความไม่เท่าเทียมกันระดับโลกยังดำเนินอยู่ต่อไป ทั้งการเมืองระหว่างประเทศและภายในประเทศความไม่เท่าเทียมกันความชัดเจนมาก สำหรับความไม่เท่าเทียมกันในศตวรรษที่สิบเก้าเป็นเรื่องของโครงสร้างทางชนชั้นภายในประเทศ ในขณะที่หลังสงครามโลกครั้งที่สองความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลกเกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างของประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกัน
คุณลักษณะของความแตกต่างทางชนชั้นเป็น “ทุน” (capital) ทางชนชั้นที่กำหนดรูปแบบการดำเนินชีวิตนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในโครงสร้างทางชนชั้นของแต่ละประเทศ แต่ยังรวมไปถึงโครสร้างทางชนชั้นของผู้คนจากประเทศต่างๆ ในโลก กรอบความคิด ‘habitus’ ทางชนชั้นของนักสังคมวิทยา Pierre Bourdieu ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในโครงสร้างภายในประเทศ. ชนชั้นนำระดับโลกแยกขาดออกจากชนชั้นนำระดับท้องถิ่น ชนชั้นนำระดับเมืองใหญ่แยกออกจากชนชั้นนำเมืองเล็กๆ ลดหลั่นกันลงไปเรื่อยๆ ความต้องการที่จะมีโลกทัศน์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ท้องถิ่นเป็นแรงปรารถนาที่สำคัญ จักรวาลทัศน์เป็นเป้าหมาย
ถึงแม้ว่าความพยายามที่จะนำเสนอความแตกต่างของสภาวะสมัยใหม่ที่หลากหลาย (multiple modernities) จะแสดงความแตกต่างที่ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของความไม่เท่าเทียมกันก็ตาม ความหลากหลายในระดับโลกแสดงคุณลักษณะของความแตกต่างในลักษณะปัจเจก (individualization) ในระดับประเทศ ความเป็นปัจเจกย่อมทำให้การพิจารณาคุณลักษณะทางชนชั้นหรือลำดับขั้นไม่ได้มีความหมายอีกต่อไป
ความแตกต่างในกระบวนการของการทำให้เป็นปัจเจกนั้นสลายความสำคัญทางชนชั้น วิถีแห่งปัจเจกเป็นวิถีที่ชนชั้นไม่ได้มีความหมาย ลำดับขั้นของสายสัมพันธ์ทางแนวตั้ง (vertical) ไม่ได้เป็นมาตรฐานในการประเมินค่า เส้นทางของเสรีภาพและทางเลือกมีมากขึ้น แต่กลไกเหล่านี้มีความหมายทางวัฒนธรรมมากกว่าการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อมาถึงอาณาเขตทางการเมืองและเศรษฐกิจแล้วปัจเจกไม่ได้มีบทบาทสำคัญ
ปัจเจกสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะทางชนชั้นด้วยการมีการไต่เต้าทางสังคม (social mobility) ไม่มีใครถูกครอบงำหรือถูกขูดรีด เพราะเป็นการแลกเปลี่ยน (exchange) ในตลาดที่ทุกๆ คนเป็น ‘rational agent’ และมีเสรีภาพที่จะเลือกว่าจะได้อะไร ทุกอย่างจึงแต่ “ได้กับได้” (win-win) เพียงแต่ว่าได้มากได้น้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับลำดับชั้นทางโครงสร้างของความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลก
ระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเสรีนิยมหลีกหนีลำดับชั้นที่แต่ละประเทศอยู่ในลำดับที่แตกต่างกัน ไล่ไปจนถึงลำดับชนชั้นนำภายในประเทศ มาจนถึงชนชั้นล่างที่อาจจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบ ผู้คนจำนวนมากจึงไม่ได้มีแต่ “ได้กับได้”
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อขอซื้อได้ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) หรือซื้อได้ที่สายส่งเคล็ดไทย
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 42 ฉบับที่ 3 (2564)
อัตลักษณ์ของกลุ่มเป็นกลไกสำคัญในการจำแนกประเภท (classifi-cation) อัตลักษณ์ที่แสดงออกผ่านทรงผมไปจนถึงเสื้อผ้าบ่งบอกว่าใครเป็น
พวกใคร ผมสั้นผมยาวต่างบ่งบอกบุคลิกภาพไปจนถึงอาชีพ การแต่งกายบ่งบอกคุณลักษณะของผู้คนที่แตกต่างออกไป ทั้งในระดับบุคคลไปจนถึงกลุ่มการจำแนกประเภทมีทั้งในระดับแนวนอนและแนวตั้ง การควบคุมความแตกต่างระหว่างกลุ่ม การควบคุมทางชนชั้น กฎหมาย ‘sumptuary law’ กำหนดว่าแต่ละชนชั้นต้องแต่งตัวอย่างไร การแต่งตัวเลียนแบบชนชั้นสูงกระทำไม่ได้ การแต่งกายจึงไม่ได้มีหนึ่งเดียว
กรอบความคิดเครื่องแบบที่มีแบบเดียวหรือ ‘uni+form’1 แสดงถึงวินัย ความเคร่งครัดและเข้มงวดในการควบคุมคนอื่นๆ และตัวเอง รูปแบบเดียวของเครื่องแบบแสดงศักดาในประมาณกลางศตวรรษที่สิบแปด เครื่องแบบเป็นเครื่องมือแบบหนึ่งในการควบคุมมนุษย์ โดยควบคุมทั้งในระดับภายนอกและภายใน ร่างกายและจิตใจ การควบคุมตัวตนภายในเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากจากสังคมโบราณจนถึงสภาวะสมัยใหม่ (modernity) เครื่องแบบสื่อสารกับคนอื่นๆ เพื่อบอกว่า ผู้สวมใส่เป็นใคร ผู้สวมใส่มีความสามารถในการควบคุมตนเองได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าควบคุมตัวเองได้มากก็แสดงถึงความสามารถสูง การควบคุมตนเองได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกยกย่อง
ใครที่ปฏิบัติไม่ได้ก็จะต้องถูกลงโทษ เพราะนั่นเท่ากับไปละเมิดกลไกอำนาจ ละเมิดกฎ ใครที่ต้องสวมเครื่องแบบแต่ปฏิบัติไม่ได้ถูกต้องย่อมทำให้อำนาจของเครื่องแบบถูกท้าทาย การไม่ใส่เครื่องแบบหรือสวมแต่ทำไม่ถูกต้องตามแบบแผนจึงกลายเป็นเรื่องของการบ่อนทำลายโครงสร้างอำนาจของเครื่องแบบ โครงสร้างอำนาจที่บ่งบอกว่าไร้ความสามารถในการปกครองเครื่องแบบที่ดูทรงอำนาจจึงกลับเต็มไปด้วยความเปราะบาง เครื่องแบบที่เปราะบางปกครองควบคุมร่างกายไปในที่ต่างๆ สังขารแห่งการเปลี่ยนแปลงของร่างกายยังต้องการความคงทน เครื่องแบบสร้างให้สังขารของร่างกายกลายเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งและคงทน
ชุดเครื่องแบบของทหารและพระของสังคมยุโรปได้กลายมาเป็นต้นแบบสำคัญของเครื่องแบบต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่ จากเครื่องแบบพระไปจนถึงทหารบ่งบอกถึงความสำคัญของเครื่องแบบต่อการจัดระเบียบร่างกาย เครื่องแบบ/วินัยกลายเป็นคำคู่กัน จากวิถีชีวิตไปจนถึงอาชีพล้วนแสดงความสำคัญของการแสดงอัตลักษณ์ผ่านเครื่องแบบ เช่น ชุดขาวของพยาบาล เป็นต้น นอกจากนั้นชุดกึ่งเครื่องแบบก็บ่งบอกถึงวิถีชีวิต เช่น ชุดซาฟารี เป็นต้น หนึ่งในหน้าที่ของเครื่องแบบของทหารโรมันมีไว้ข่มขวัญศัตรู เมื่อข่มขวัญศัตรูได้ก็เป็นการสร้างกำลังใจให้กับเหล่าทหารโรมัน เครื่องแต่งกายที่ทำจากหนังสัตว์และประดับประดาด้วยขนสัตว์ ขนนก บ่งบอกถึงความสามารถในการฆ่าหรือมีอำนาจเหนือสัตว์ร้าย ความยิ่งใหญ่ที่แสดงความเหนือกว่า เช่น สัตว์ร้าย เป็นต้น ชุดเครื่องแต่งกายของนักรบที่มาจากสัตว์จึงไม่ได้มีแค่การพรางตัว เครื่องประดับประดาเหล่านี้เป็นเครื่องหมายสำคัญของการทำสงคราม
เครื่องแบบทหารมีการตบแต่งประดับประดาด้วยลวดลายต่างๆ มาก เช่น พู่ห้อย เป็นต้น เครื่องแบบทหารในอดีตไม่ได้เรียบง่าย เครื่องแบบทหารไม่ได้หลุดพ้นจากค่านิยมแห่งช่วงเวลาที่เป็นพลังแห่งยุคสมัย เช่น บารอก (Baroque) ที่ต้องการเครื่องประดับตบแต่งให้ดูอลังการ เป็นต้น แฟชั่นของพลเรือนมีอิทธิพลต่อเครื่องแบบทหาร สงครามสามสิบปีเริ่มเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบทหารไปสู่การสร้างเครื่องแบบตามความหมายของคำว่า ‘uni’ สีเขียวอันเป็นสีที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์กลายมาเป็นที่นิยมของทหารในปลายศตวรรษที่สิบแปด
การศึกษาของสังคมยุโรปเติบโตมาจากศาสนา พัฒนาการของชุดนักเรียนที่มาจากสถาบันศาสนา เครื่องแบบนักเรียนไม่ได้เป็นวิถีชีวิตที่ยอมรับเสมอกัน สังคมยุโรปบางแห่งก็ไม่ได้ติดอยู่กับเครื่องแบบ เช่น สแกนดิเนเวีย ฮังการี เนเธอร์แลนด์ แคนนาดา สหรัฐอเมริกา (ในช่วง Bill Clinton มีความพยายามที่จะให้ใช้เครื่องแบบนักเรียน) โดยทั่วๆ ไปชุดนักเรียนวิถีปฏิบัติในโรงเรียนของเหล่าผู้มีฐานะทางสังคมหรือพวกร่ำรวย สำหรับในอังกฤษเครื่องแบบนักเรียนพัฒนามาจากสถานศึกษาการกุศลหรือโรงเรียนเด็กกำพร้าและคนยากจน โรงเรียนเด็กยากจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐในการดูแลบริหารจัดการคนจนในกฎหมาย Poor Law ในปลายศตวรรษที่สิบหกและต้นศตวรรษที่สิบเจ็ดเครื่องแบบนักเรียนที่เริ่มจากเด็กยากจนจึงต้องใช้งบให้น้อยที่สุด
เครื่องแบบที่เหมือนกันก็เหมาะสมกับวิถีชีวิตคนยากจน พร้อมๆ กันนั้นก็ช่วยทำให้เห็นได้ชัดเจนว่านักเรียนพวกนี้เป็นใคร เครื่องแบบเป็นกลไกสำคัญในการระบุตัวตนทางสังคม (social identification) เพื่อทำให้เกิดความแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ในสังคมที่ผู้คนไม่ได้สวมเครื่องแบบ ในราวศตวรรษสิบแปดสีที่ใช้กับเครื่องแบบนักเรียนจะเป็นสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีย้อมผ้าที่มีราคาถูก สังคม ฝรั่งเศสมีเครื่องแบบนักเรียนในราวทศวรรษที่ 1870 โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ทุกๆ คนอยู่ในระเบียบของเสรีประชาธิปไตยภายใต้โครงสร้างรัฐประชาชาติ (nation-state)
สำหรับที่อังกฤษเครื่องแบบนักเรียนจากโรงเรียนเด็กกำพร้ายากจนก็ได้กลายมาเป็นต้นแบบของเครื่องแบบ ภายใต้ระบบการผลิตแบบที่ละมากๆ (mass production) ของสังคมอุตสาหกรรมเครื่องแบบก็เหมาะสมกับกรอบความคิดแห่งยุคสมัยที่สะท้อนการผลิตแบบของโหล เด็กๆ ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความรุนแรงในชีวิตอันเป็นช่วงวัยกำลังโตนั้นทำให้พ่อแม่ชนชั้นสูงจำนวนหนึ่งไม่ต้องการส่งลูกๆ ไปโรงเรียน เครื่องแบบนักเรียนเป็นกลไกสำคัญในการจัดระเบียบและสร้างวินัยให้กับเหล่าเด็กๆ เครื่องแบบก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการเล่นกีฬาที่ต่างบ่งบอกถึงการสร้างวินัยที่มีผลต่อร่างกายและจิตใจเครื่องแบบแพร่ขยายไปยังเหล่าอาณานิคมของจักรวรรดิยุโรป เจ้าอาณานิคมมอบวิถีชีวิตให้ผู้คนท้องถิ่นติดอยู่กับเครื่องแบบ สำหรับเจ้าอาณานิคมแล้วสังคมและผู้คนในอาณานิคมเต็มไปด้วยสภาวะไร้ระเบียบ ในความคิดของเจ้าอาณานิคมเครื่องแบบช่วยในการจัดระเบียบผู้คนในอาณานิคม สถานะที่ต่ำต้อยและไร้ซึ่งสำนึกแห่งความมีอารยะของผู้คนท้องถิ่นในอาณานิคมจะมีความเป็นอารยะมากขึ้นด้วยเครื่องแบบ
นับตั้งแต่เครื่องแบบนักเรียนไปจนถึงครุยปริญญาต่างบ่งบอกถึงสถานะของความพิเศษของผู้สวมใส่ การแต่งชุดครุยในการประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น กินข้าวในสถาบันการศึกษา เป็นต้น แสดงสถานะที่แตกต่างไปจากคนทั่วๆ ไป ชุดครุยบ่งบอกถึงความเป็นชุมชนนักวิชาการ ตลอดจนสถานะทางวิชาชีพที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ
เด็กๆ ผู้สวมใส่ต่างก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บ้างก็ชอบ บ้างก็เกลียด เครื่องแบบบ่งบอกถึงอำนาจ ความนิยมและไม่นิยมในอำนาจก็เป็นสิ่งที่แปรผันไปตามบุคคล การหลงใหลในเครื่องแบบเป็นหนึ่งในหนทางที่ช่วยยกระดับ
ตัวตน จากเครื่องแบบจากทหารไปจนถึงหมอ พยาบาล ฯลฯ ไปจนถึงชุดสีกากีและเสื้อซาฟารี ทั้งหมดต่างบ่งบอกถึงสายสัมพันธ์เชิงอำนาจ
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
บรรณาธิการ
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มของวารสารสามารถติดต่อได้ที่ 02-613-2336 หรือสามารถซื้อได้ร้านหนังสือทั่วไป
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 42 ฉบับที่ 2 (2564)
บทบรรณาธิการ
ตัวอักษรกรีกจะมากพอสำหรับการตั้งชื่อการกลายพันธุ์ของไวรัสหรือไม่คงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครตอบได้ ไม่ว่าจะเป็น ‘Alpha Gamma หรือ Epsilon’ ฯลฯ ก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลมากมายมหาศาลขนาดไหนโลกของ ‘big data’ ก็ไม่อาจจะทำให้เห็นภาพว่าไวรัสกลายพันธุ์ตัวต่อไปจะเป็นอะไร ทั้งนี้ไวรัสกลายพันธุ์จากสัตว์มาสู่มนุษย์ตัวต่อไปคืออะไร? โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (zoonotic diseases) ยังคงสร้างความหวาดวิตกให้กับมนุษย์ในสภาวะสมัยใหม่เสมอ โรคเกิดใหม่ (emerging disease) และกลับมาเกิดใหม่ (re-emerging disease) ยังคงไม่หนีไปและจะอยู่กับมนุษย์ไปเหมือนกับที่เคยอยู่กับมนุษย์มาตลอด
จากพระคัมภีร์ไบเบิลจน Justinian Plague มาสู่ Black Death ไล่มาจนถึงตำราแพทย์สมัยใหม่โรคระบาดเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ ในบางประเทศการมี ‘state epidemiologist’ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ในต้นศตวรรษที่ยี่สิบจาก Spanish Flu (1918-1920) ไล่มาจนถึงหลังสงครามครั้งที่สอง Asian Flue (1957-1958) มาสู่ Hong Kong Flu (1968-1969) สายพันธ์ต่างๆ มีอุบัติขึ้นมาอยู่เสมอๆ จาก H1N1 มาสู่ H2N2 มาถึง H3N2 ตามลำดับ สำหรับปริมาณการเสียชีวิต Spanish Flu สร้างความสั่นสะเทือนมากที่สุด เพราะการตายมีปริมาณในหลักหลายสิบล้านขึ้นไป ในขณะที่สองอันหลังปริมาณก็อยู่ที่ตัวเลขหลายล้านคน
โรคระบาดไม่ได้มีแค่นี้ เช่น อหิวาห์ Marbug Virus Lassa Fever Nipah Virus เป็นต้น ส่วนประสิทธิภาพในการคร่าชีวิตไม่เท่าเทียมกัน เช่น Nipah virus อาจจะสูงได้ถึง 75% ของการติดเชื้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดียใต้ ส่วนอัตราส่วนของการตายจาก Ebola สูงถึง 55-60% ด้วยพลังของการฆ่าทำให้โอกาสแพร่เชื่อไม่ได้ทรงประสิทธิภาพ เมื่อเป็น Ebola ก็หมายถึงการล้มหมอนนอนเสื่อ เช่น อาเจียน ท้องเสียอย่างหนัก เป็นต้น การควบคุมกักตัวของ Ebola ทำได้อย่างชัดเจน
ความหวาดวิตกของมนุษย์ต่อภัยอันตรายต่างๆ แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในศตวรรษที่สิบเก้าวัณโรคสร้างความหวาดวิตกให้กับผู้คนอย่างมาก หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงครามนิวเคลียร์สร้างความหวาดวิตกให้กับผู้คนโดยเฉพาะอย่างประเทศร่ำรวย ความหวาดวิตกของอันตรายจากสงครามนิวเคลียร์หลังสงครามโลกครั้งที่สองค่อยหายๆ จากความทรงจำ
ความหวาดวิตกต่อภัยอันตรายแบบอื่นๆ ได้เข้ามาแทนที่ เช่น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากโลกร้อน เป็นต้น ชีวิตมนุษย์ที่ถูกทำให้เชื่อว่าได้จะรับการค้ำประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากรัฐกลายมาเป็นเพียงภาพแค่ภาพของ Abraham Bosse (1604-1676) ผู้เขียนภาพ ‘Leviathan’ ให้กับหนังสือ Leviathan ของ Thomas Hobbes เท่านั้น เพราะภัยอันตรายทั้งหลายหนักหนาสาหัสกว่า “Leviathan” จะจัดการได้
นักสังคมวิทยา Ulrich Beck นำเสนอ ‘สังคมเสี่ยง’ (risk society) หรือ ‘Risikogesellschaft’ ไว้ในปี ค.ศ. 1986 หลังจากเหตุการณ์ปัญหาโรงงานนิวเคลียร์ที่ Chernobyl สงครามนิวเคลียร์ไม่ได้สร้างความหวาดกลัวเท่ากับโรงงานนิวเคลียร์ ในทศวรรษที่ 1990 ทั้ง Anthony Giddens และ Ulrich Beck ร่วมมือกัน (ระหว่างอังกฤษและเยอรมัน) จนทำให้คำๆ ‘สังคมเสี่ยง’ นี้ได้รับความนิยม
การล่มสลายของรัฐสังคมนิยมในปี ค.ศ. 1989 ไปจนถึงการเสื่อมถอยของรัฐสวัสดิการภายใต้การขยายตัวของทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่ทำให้ความชัดเจนของ ‘สังคมเสี่ยง’ เพิ่มเสน่ห์ในฐานะคำเตือนและการบริหารจัดการความเสี่ยงเพิ่มมากยิ่งขึ้น ชีวิตเต็มไปด้วยภัยอันตรายแม้ว่าจะไม่ได้เป็นภัยอันตรายแบบในจินตนาการของ Thomas Hobbes อีกต่อไป ความเสี่ยงพร้อมเสมอที่จะถูกทำให้ไม่ให้เป็น “อันตราย” เมื่อความเสี่ยงเป็นสิ่งที่คาดคำนวณได้ ความเสี่ยงที่คำนวณบริหารจัดการได้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องอันตราย ถึงกระนั้นก็ดีความเสี่ยงกับอันตรายเป็นอะไรที่แยกจากกันได้ยาก การทำอะไรที่เสี่ยงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการควบคุมชะตาชีวิตตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีมาตราการป้องกันความปลอดภัย (safety) อีกมากมาย
อุดมการณ์แห่งความเป็นปัจเจกชนที่แสดงความรับผิดชอบโดยตนเอง เพื่อตนเอง และเป็นของตนเอง ตอกย้ำความเปราะบางของชีวิตเมื่อเจอกับอภิมหาภัยอันตราย เช่น โรคระบาด พายุ ฯลฯ ‘สังคมเสี่ยง’ สะท้อนความไม่แน่นอนของชีวิตมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ความกลัวนำไปสู่การจัดการบริหารความเสี่ยง บริษัทประกันเป็นกลไกสำคัญของระบบทุนนิยมที่หาประโยชน์มหาศาลจากชีวิตมีความเสี่ยง แต่บริษัทประกันก็พร้อมที่จะลงทุนไปกับความเสี่ยง แต่ถ้าเสี่ยงมากเกินไปไม่คุ้มค่าก็ต้องไม่เสี่ยง
จาก Epidemic ไปจนถึง Pandemic เชื้อโรคเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตเสี่ยงๆ Pandemic ไม่ได้ทำให้คนตายแบบการทำร้ายจากสัตว์ร้ายหรือคนทำสงครามฆ่ากันเอง โรคระบาดไม่ใช่ ‘Richard Parker’ เสือในนิยาย The Life of Pi ของ Yann Martel โรคระบาดไม่ใช่สงครามที่เป็นการกระทำต่อกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเองอย่างเป็นระบบ สงครามแสดงรูปแบบพัฒนาการการใช้ ‘Rationality’ ที่ทรงประสิทธิภาพในการทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่ง โรคระบาดไม่ได้ผ่านกระบวนการ ‘rationalization’ ที่แสดงออกผ่าน ‘strategic planning’ ได้ ไม่ว่าจะในระยะสั้นๆ เช่น 5-20 ปี เป็นต้น หรือไกลในระดับอายุขัยของมนุษย์ ความหวาดกลัวทำให้การวางแผนระยะยาวเป็นทางเลือก ตัวเลขของแผนยิ่งยาวเท่าใดก็ยิ่งแสดงถึงความวิตกจริตมากขึ้นเท่านั้น
โรคระบาดไม่ใช่ ‘Richard Parker’ หรือสัตว์เลี้ยงลูก เช่น มนุษย์ ที่สามารถจะใช้อาวุธฆ่าตาย เมื่อฆ่าตายแล้วทุกอย่างกลับมามีชีวิตดีเหมือนเหล่าเทพนิยายทั้งหลาย เป็นต้น “สงคราม” กลายมาเป็นคำศัพท์ยอดนิยมที่ใช้กับการบริหารจัดการ ‘pandemic’ ถึงแม้ว่าคำอื่นๆ ก็สามารถที่จะใช้แทนได้ เพราะอย่างน้อยๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำ “สงคราม” เช่น ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ นอกจากนั้นโรคระบาดบางโรคที่ผ่านมาก็ไม่ได้ใช้คำแบบนี้ เช่น Zika เป็นต้น แม้ว่า ‘Ebola’ จะใช้คำ “สงคราม”
“สงคราม” กลายมาเป็นคำศัพท์ที่ใช้กับการต่อสู้และการรักษาโรค เช่น มะเร็ง เป็นต้น ผู้ป่วยกลายเป็น “ทหาร” ที่จะต้องร่วมมือกับเหล่า “นักรบ” อื่นในการใช้ เช่น คีโม เป็นต้น “สงคราม” เป็นคำศัพท์ที่ได้รับความนิยมในการปฏิบัติการแบบอื่นๆ ของรัฐ เช่น สงครามกับความยากจน (อันเป็นแนวทางในทศวรรษที่ 1960 สมัยประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson) สงครามกับยาเสพติดที่ “รบ” กันมาตั้งแต่นโยบายของ Richard Nixon จากความยากจนถึงยาเสพติด “สงคราม” ก็ยังคงดำเนินต่อไป
คำศัพท์อย่าง “สงคราม” ทำให้ผู้ที่ไม่ใช่ทหารดูราวกับว่าเป็น “ทหาร” คนเหล่านี้จะต้องออกรบและพร้อมเสมอที่จะต้องสละชีวิตในสนามรบ จาก “แนวหน้า” ไปจนถึง “แนวหลัง” ต้องเตรียมพร้อมเพื่อทำ “สงคราม” ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดำเนินการภายใต้ “สภาวะไม่ปกติ” การปฏิบัติการของทหารใน “สงคราม” เป็นสิ่งที่ตั้งคำถามไม่ได้จากพลเรือน “สงคราม” ต้องรักษาความลับ ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่หาได้ยากและไม่มีความจำเป็นในสงคราม
ในสงครามคนตายส่วนใหญ่นั้นเป็นพลเรือน สงครามโลกครั้งที่สองที่มีคนตายไปประมาณ 60-75 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ถ้าคิดจาก 75 ล้านคนทหารที่ออกไปรบในสนามรบตายไปประมาณ 20 ล้านคน พลเรือนตายไปประมาณ 40 ล้านคน ส่วนที่เหลือ 15 ล้านคนตายด้วยสาเหตุอื่นๆ เช่น อดอยาก ถูกสังหารหมู่ เป็นต้น โดยยังไม่ต้องนับผู้ที่ต้องอพยพลี้ภัยไร้ที่อยู่
ในสงครามโลกครั้งสองทหารสหรัฐที่เข้าสงครามที่หลังนั้นเสียชีวิตไปประมาณ 400,700 คน ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทหารระดับสูง เนื่องด้วยยุทธโถปกรณ์อาวุธระยะไกลในสนามรบเปลี่ยนแปลงไปผู้นำระดับสูงถูกย้ายไปบัญชาการด้านหลัง ในสงครามโลกครั้งที่สองมีทหารอเมริกันระดับนายพลที่เข้าปฏิบัติการในสงครามประมาณ 1100 นาย มีเพียงประมาณ 40 คนเท่านั้นที่เสียชีวิตในช่วงสงครามและหลังสงครามเล็กน้อย ในบรรดา 40 คนนี้มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการในสงคราม มี 2 คนที่ถูกประหารชีวิตโดยญี่ปุ่นเมื่อตกเป็นเชลยศึก
นายพล Simon Bolivar Buckner Jr. เป็นหนึ่งผู้เสียชีวิตในการสับประยุทธ์กันอย่างดุเดือดระหว่างทหารญี่ปุ่นกับทหารอเมริกันบนเกาะโอกินาวา ทหารอเมริกันเสียชีวิตไปประมาณ 7000 นาย ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตไปประมาณ 100,000 นาย ภาพของทหารอเมริกันปักธงบนเขาซูริบาชิ เกาะไอโวจิม่า อันโด่งดังเป็นทหารระดับจ่าและพลทหาร
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
บรรณาธิการ
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 (2564)
วารสารรัฐศาสตร์สาร
ปีที่ 41 ฉบับที่ 3 (2563)
Greta Thunberg (ไม่ว่าเธอจะเติบโตมาจากชนชั้นแบบไหน) ได้เป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time ประจำปี ค.ศ. 2019 การยกให้นักต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมอายุน้อยเป็นบุคคลแห่งปีสร้างความฮือฮาให้กับผู้คนจำนวนหนึ่งเป็นอย่างมาก ภาพที่แสดงสีหน้าและแววตาที่สุดแสนจะชิงชังของเธอที่มีต่อประธานาธิบดีคนสูงอายุแบบ Donald Trump เป็นภาพที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างรุ่น ความขัดแย้งของคนรุ่นหลังๆ ที่มีต่อคนรุ่นเก่าเป็นวิถีที่สำคัญอันหนึ่งของโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าคนแก่ๆ ที่ถูกล้อเลียนว่า “OK Boomer”
เพียงแต่กลุ่มที่ปฏิเสธเรื่อง ‘Climate Change’ ไม่ได้มีเฉพาะคนรุ่นเก่าๆ หรือ ‘Baby Boomer’ เท่านั้นแต่ยังปรากฏให้เห็นได้ในกลุ่มช่วงวัยอื่นๆ ด้วย ไล่ไปจนถึงชนชั้น กลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ ถึงกระนั้นก็ดี “วัย” ก็ยังเป็นภาพลักษณ์สำคัญของการเป็น “ผู้ปฏิเสธ” เรื่องโลกร้อน จากการสำรวจของ Pew Research Center คนอายุน้อยรู้ถึงปัญหาเรื่องโลกร้อนดีกว่าคนแก่ ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือโลกร้อนเป็นปัญหาที่เกิดมาจากมนุษย์ คนอายุน้อยๆ หรือคนหนุ่มสาวก็จะรู้ดีกว่าคนแก่ สำหรับคนหนุ่มสาวปัญหา COVID-19 และโรคระบาดอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นเรื่องของการแพร่โรคจากสัตว์ไปสู่คนหรือ ‘Zoonosis’ คำอธิบายหนึ่งก็คือปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทำลายป่าจนทำให้ ‘zoonotic pathogen’ สามารถเข้าสู่คนได้สะดวกขึ้น
ครั้นเมื่อพิจารณาปัญหาเรื่องโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมลงไปในระดับการเมืองก็จะพบไปถึงความแตกต่างของจุดยืนทางการเมือง ความคิดเรื่องโลกร้อนนั้นถูกมองว่าเป็นผลพวงของมนุษย์ แต่ผู้คนจำนวนหนึ่งก็ปฏิเสธความคิดทางวิทยาศาสตร์แบบนี้ จากการสำรวจของ National Center for Science Education พบว่าครูที่เป็นรีพับลิกันจะยอมรับว่าสิ่งที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นความจริงตามข้อความที่ได้เขียนเอาไว้ ครูที่เชื่อในความคิดแบบนี้ไปจนถึงเรื่อง “รัฐเล็ก” (minimal state) หรืออยู่กับแนวทาง “ลิเบอร์เทเรี่ยน” (Libertarian) จะมีแนวโน้มที่จะยอมรับเรื่องโลกร้อนน้อยกว่า ในขณะเดียวกันก็มักจะนำเสนอแนวทางที่ต่อต้านความคิดเรื่องโลกร้อนด้วย
ในปี ค.ศ. 2009 เหล่านักวิทยาศาสตร์ 209 คนได้ยื่นเรื่องถึง American Physical Society ว่าให้เปลี่ยนแปลงคำอธิบายเรื่องโลกร้อน ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือต้องการปฏิเสธเรื่องโลกร้อน หลังจากนั้นมีการศึกษาพบว่าประมาณ 86% ของคนเซ็นข้อเรียกร้องนี้เกิดก่อนปี ค.ศ. 1950 สำหรับคนที่เกิดก่อนปี ค.ศ. 1960 ก็อยู่ในปริมาณถึง 97% ดังนั้นการปฏิเสธเรื่องโลกร้อนจึงเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์สูงอายุมากกว่านักวิทยาศาสตร์อายุน้อยๆ คนแก่ผิวขาวที่เป็นนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงเป็นพวกที่ปฏิเสธเรื่องโลกร้อนมากกว่านักวิทยาศาสตร์หนุ่มสาว วิชาวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่ข้อยืนยันความถูกต้อง ใครเป็นพวกที่น่าเชื่อถือกว่ากันระหว่างนักวิทยาศาสตร์แก่กับนักวิทยาศาสตร์หนุ่ม?
วิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และความเป็นวัตถุวิสัย (objectivity) กลับทำให้ประจักษ์ได้ว่าข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าก็พร้อมที่จะดำเนินไปในทิศทางที่ขัดแย้งกันได้เสมอ ข้อเสนอทางวิทยาศาสตร์สามารถที่จะแบ่งขั้ว (polarization) ได้เสมอ วิทยาศาสตร์ที่สร้างความสมเหตุสมผลมาจากการทดลองและข้อมูลเชิงประจักษ์ของเหล่านักวิทยาศาสตร์สูงอายุกับนักวิทยาศาสตร์อายุน้อยๆ จึงพร้อมเสมอที่จะมีความแตกต่างกันในข้อสรุป เส้นแบ่งระหว่างอายุทำให้ “นักวิทยาศาสตร์สูงอายุ” จะถูกจัดให้เป็นพวก ‘OK Boomer’
“ความขัดแย้งระหว่างวัย” กลายมาเป็นประเด็นที่สำคัญในต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด หลังจาก “ความขัดแย้งระหว่างวัย” เป็นเรื่องร้อนๆ แห่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนทำให้คำว่า “ช่องว่างระหว่างวัย” (generation gap) กลายมาเป็นคำสำคัญ แม้ว่าเรื่อง “วัย” หรือ “generation” จะเป็นปัญหามาตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่สิบเก้าแล้วก็ตาม “วัย” ในฐานะหน่วยของการวิเคราะห์เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่คนหนุ่มจำนวนมากตายไปในสงคราม ขบวนการคนหนุ่มสาว (Youth Movement) ได้กลายมาเป็นกำลังสำคัญทางการเมือง แนวความคิดเรื่อง “วัย” ของ Karl Manheim (1928) นั้นเป็นตัวอย่างที่ดี
สำหรับในต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดความขัดแย้งที่นำไปสู่ความร้อนแรงของ “การปะทะกันระหว่างวัย” หรือคนแก่กับคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่า Boomers กับรุ่นหลังนั้น ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เหล่า “Boomers” ถูกโจมตีว่าเป็นพวก “Sociopath” หรือเป็น “หัวขโมย” ที่ได้ “ปล้น” สิ่งมีค่าในชีวิตของคนรุ่นหลังๆ ไป โดยคนสูงอายุเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นผู้ได้ประโยชน์จากโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองเอาไว้เท่านั้น แต่ยังไม่ยอมปล่อยสิ่งมีค่าต่างๆ เหล่าให้กับคนรุ่นหลังๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอายุสิบถึงสี่สิบปี) ได้จัดการ ทั้งๆ ที่โลงศพจะเป็นอะไรที่อยู่ข้างหน้าของเหล่า “Boomers” แล้วก็ตาม ในขณะเดียวกันเหล่า ‘Boomers’ ก็โจมตีคนรุ่นหลังๆ เช่นว่า ไม่ขยันทำงาน ฯลฯ กรอบความคิดแบบ ‘From Rag to Riches’ ของยุค ‘Gilded Age’ ยังเป็นคาถาสำคัญของคนสูงอายุ
อย่างไรก็ดีตั้งแต่การขยายตัวของเสรีนิยมใหม่ที่นำไปสู่การขยายตัวของความไม่เท่าเทียมกัน นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจโลก การจ้างแรงงานแบบไม่ถาวร การสิ้นสุดของสวัสดิการ ความไม่มั่นคงในชีวิตในมิติต่างๆ การล่มสลายของภาคการเงินในปี ค.ศ. 2008 ไล่มาจนถึง COVID-19 ความร้อนแรงของความขัดแย้งระหว่างวัยอยู่ในอัตราเร่งที่หนักแน่น คนหนุ่มสาวที่โลงศพยังอยู่อีกไกลนั้นจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเอาสิ่งที่ ‘Boomers’ ครอบครองเอาไว้กลับคืนมา “ชีวิตและอนาคตของฉันจะไม่ยอมให้คนแก่อย่างพวกเอ็งมาทำลายชีวิตของพวกเราอีกต่อไปแล้ว” จึงเป็นเสียงที่ดังอยู่ในหัวตอนแรกๆ เพียงแต่เสียงแบบนี้ทะลุรูหูออกมาเรื่อยๆ จนไปกระแทกรูหูที่ไม่ค่อยจะได้ยินแล้วของคนสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
บรรณาธิการ