การพัฒนาทักษะ Digital Content Creator บนแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับครูสอนสังคมศึกษา
คำสำคัญ:
Digital Content Creator, ครูสังคมศึกษา, แพลตฟอร์มออนไลน์, รูปแบบการพัฒนาทักษะบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหา 2) พัฒนารูปแบบ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาทักษะ Digital Content Creator บนแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับครูสังคมศึกษา พื้นที่วิจัยคือสถานศึกษาในอำเภอวังน้อย สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 17 รูป/คน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อและเทคโนโลยีดิจิทัล กลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบเชิงปริมาณ คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ จำนวน 8 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง รูปแบบการพัฒนาทักษะฯ แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาสำคัญมี 4 ด้าน คือ ช่องว่างทางทักษะดิจิทัลด้านการสร้างสื่อ นโยบายภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา การขาดแคลนทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต และการขาดความเข้าใจการจัดการเรียนการสอนออนไลน์อย่างเป็นระบบ โดยทักษะที่จำเป็นแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ทักษะการสร้างเนื้อหาดิจิทัล ทักษะดิจิทัลเชิงบูรณาการตามแนวทาง C-Teacher และทักษะการรู้ดิจิทัลและความปลอดภัยออนไลน์ 2) รูปแบบการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมมีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ เน้นการสร้างผลงานจริง (Product-based Learning) ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสภาพแวดล้อมหลัก บูรณาการทักษะดิจิทัลกับเนื้อหาสังคมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันแบบชุมชนวิชาชีพ (PLC) และพัฒนาอย่างต่อเนื่องยั่งยืน โดยมีแนวคิด Constructionism และกรอบ C-Teacher เป็นฐานทฤษฎี 3) ผลการประเมินประสิทธิผลพบว่า ผู้เข้าร่วมมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการพัฒนา () สูงกว่าก่อนการพัฒนา () อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คิดเป็นพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.28 และมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก () โดยด้านกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ()
เอกสารอ้างอิง
ธนากร ม่วงกล้วย, พัชระ นวลปาน, พงศ์ประพันธ์ พงษ์โสภณ, & จีระวรรณ เกษสิงห์. (2568). TPACK ในการศึกษาไทยช่วงปี 2020–2024. Journal of Education and Innovation, 27(2), 321–335.
นางเงาแข เดือดขุนทด. (2564). รูปแบบการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้สำหรับครูในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนฉะเชิงเทราปัญญานุกูล จังหวัดฉะเชิงเทรา [รายงานการวิจัย]. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
ปัณฑ์ชณิช เพ่งผล, & พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ. (2565). การพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยเครือข่ายโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านสำหรับผู้เรียนระดับปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ. วารสารวิจัยรำไพพรรณี, 16(1), 106–117.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). รายงานภาระงานครูและแนวทางการลดภาระงานครู. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). รายงานสถานภาพการใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษาในประเทศไทย. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2565). การสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2565. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
Koehler, M. J., Mishra, P., Kereluik, K., Shin, T. S., & Graham, C. R. (2013). The technological pedagogical content knowledge framework. In J. M. Spector, M. D. Merrill, J. Elen, & M. J. Bishop (Eds.), Handbook of research on educational communications and technology (4th ed., pp. 101–111). Springer.
Mishra, P., & Koehler, M. J. (2006). Technological pedagogical content knowledge: A framework for teacher knowledge. Teachers College Record, 108(6), 1017–1054. https://doi.org/10.1111/j.1467-9620.2006.00684.x
Papert, S. (1980). Mindstorms: Children, computers, and powerful ideas. Basic Books.
UNESCO. (2021). Digital literacy in education: Policy brief. UNESCO.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Authors

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

